จุฬาฯ - สอวช. สร้างเวที BCG Global Network กุญแจสำคัญขับเคลื่อน BCG Economy ไทย เชิญผู้เกี่ยวข้องด้านวิชาการและภาคเอกชนทั้งไทย - เทศ ตบเท้าแลกเปลี่ยนพร้อมสร้างเครือข่าย

Event Calendar Press Releases Thursday November 14, 2019 09:04
กรุงเทพฯ--14 พ.ย.--สอวช.

"สุวิทย์" ร่วมเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ The 7 th International Conference on Bio-based Polymers (ICBP 2019) กล่าวปาฐกถา "BCG Model: New Inclusive Growth Engine for Thailand" ส่งท้ายงาน พร้อมจับมือเครือข่ายผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกพัฒนา BCG Model ของไทยอย่างก้าวกระโดด

วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 7 th International Conference on Bio-based Polymers (ICBP2019) ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2562 ภายใต้หัวข้อเรื่อง Bio-based Polymers for Bio-Circular-Green Economy โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้จากเครือข่ายวิชาการ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG โดยเฉพาะด้านวัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based) สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก

ที่ครอบคลุมทั้ง เคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และ พลาสติกชีวภาพ อย่างครบวงจร รวมถึงภาคอุตสาหกรรม จากประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี เช่น เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลี ไต้หวัน และภาคอุตสาหกรรมจากประเทศไทยกว่า 200 คน ร่วมแลกเปลี่ยนหารือตลอดการประชุม 3 วันเต็ม โดยในการประชุมครั้งนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้จัดปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง "BCG Model: New Inclusive Growth Engine for Thailand" โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาเป็นผู้กล่าวปาฐกถาส่งท้ายการประชุม

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เปิดเผยในช่วงปาฐกถาว่า

การประชุมเชิงวิชาการนี้เป็นเวทีที่นักวิชาการนานาชาติมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาไบโอรีไฟเนอรี่ ไบโอเคมิคัล ไบโอโพลีเมอร์ และไบโอพลาสติก ซึ่งล้วนเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อน BCG Economy ที่เป็นข้อริเริ่มที่ อว. ต้องการจะผลักดัน โดยหัวใจสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อน BCG Economy คือ การผนึกกำลังการทำงานในรูปแบบของ "จตุภาคี" หรือ Quadruple Helix ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ/เอกชน ชุมชน/สังคม มหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย รวมถึงเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดและปรับใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ซึ่งการประชุมหารือครั้งนี้ถือเป็นเวทีที่สำคัญในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือจากนักวิจัยชั้นนำ และผู้เล่นสำคัญในด้าน Bio-based Polymer จากนานาประเทศ เพื่อหาแนวทางที่จะไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย แต่ยังรวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อพันธมิตรในระดับโลกด้วย และเชื่อว่าการประชุมในครั้งนี้ ที่มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งจากภาครัฐและเอกชน นักวิชาการจากทั้งไทยและบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ขั้นสูงที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ Bio-based Polymer ของไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจมั่งคั่งอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางและอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น ประเทศไทยจะต้องพัฒนาจากประเทศผู้ผลิตในอุตสาหกรรมหนักที่ใช้ทรัพยากรมาก (Thailand 3.0) ไปสู่ประเทศที่เน้นการใช้ความรู้เพื่อสร้างเศรษฐกิจ หรือ Thailand 4.0 ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังต้องสอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาของประชาคมโลกตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ดังนั้น BCG Economy จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่ โดยหลักการของ BCG คือ การเปลี่ยนจุดแข็งของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี BCG จะต้องกลายมาเป็นอุตสาหกรรมและบริการที่สร้างเสถียรภาพและมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ 4.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ของจีดีพี รวมถึงสร้างโอกาสในการส่งออก และสร้างงานรายได้สูงให้กับคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตำแหน่งในขณะเดียวกันทุกคนจะได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม ตลอดจนคาดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเป็น 240,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี นอกจากการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว การพัฒนาตามแนวทาง BCG ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น จะช่วยให้ประเทศไทยลดการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนลดขยะและมลพิษอีกด้วย

ดร.สุวิทย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การพัฒนา BCG Economy ไม่เพียงส่งผลดีต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น การแก้ไขปัญหา PM2.5 การใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาดูแลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เป็นต้น โดยการริเริ่ม BCG Economy ของประเทศไทยได้มีข้อริเริ่มใน 4 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ และการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยจะมุ่งไปที่การอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมใช้และการเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือ และการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมีการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนให้เกิดการร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 2 ล้านคน ที่กำลังเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจ BCG ซึ่งกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น ธุรกิจ SME และผู้ประกอบการนวัตกรรม (IDE) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะชูข้อริเริ่ม BCG เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สถานะที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างเท่าเทียมโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

"ในวันนี้ เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อไปสู่ความยั่งยืน และต้องอาศัยกำลังความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องของการผลิตแต่รวมถึงการบริโภคด้วย เพราะฉะนั้น การจัดงาน ICBP 2019 ในครั้งนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่และมาได้ถูกจังหวะถูกเวลา เพราะประเทศไทยเองกำลังผลักดันเรื่อง BCG Model ซึ่งก็สอดรับกับการจัดงานตลอด 3 วันที่ผ่านมานี้ ทั้งเรื่อง ไบโอเคมิคัล ไบโอโพลีเมอร์ และไบโอพลาสติก ซึ่งล้วนแล้วแต่ไปตอบโจทย์ของความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปอย่างมีคุณภาพและมีความสมดุล ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังผลักดัน BCG Model หลายเรื่อง ทั้งเรื่อง Zero Waste PM 2.5 การสร้างมูลค่าจากขยะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ อว. และ สอวช.พยายามผลักดันภายใต้แพลตฟอร์มโจทย์ประเด็นท้าทายทางสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่เราทุกคนต้องช่วยกัน และ อว. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยการดำเนินงานของเรามีโจทย์การวิจัยที่ชัดเจนที่ไม่ใช่แค่ดำเนินงานเพื่อตอบโจทย์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่รวมถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ขณะเดียวกันการขับเคลื่อน BCG Model จะประสบความสำเร็จได้นั้น มหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เรามีความหลากหลายของมหาวิทยาลัย เรามีมหาวิทยาลัยที่เน้นเรื่องการวิจัยขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นเรื่องของเทคโนโลยี อย่างมหาวิทยาลัยราชมงคล มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า และยังมีมหาวิทยาลัยในเชิงพื้นที่อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฎ ประเด็น BCG เป็นเรื่องที่ต้องผนึกกำลังทุกภาคส่วน ไม่ใช่เป็นการพัฒนาแค่ในระดับนโยบาย แต่ต้องขับเคลื่อนลงไปสู่ระดับพื้นที่ให้ได้ เพราะฉะนั้นกลไกของ อว. ที่มีมหาวิทยาลัย รวมถึงสถาบันวิจัยมาผนึกกำลัง จะสามารถทำงานตอบโจทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประสิทธิภาพ และยิ่งมีความร่วมมือจากต่างประเทศ มาผนวกร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนแล้ว

จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะพลิกโฉม และเป็นประเทศที่มีส่วนในการทำให้โลกเราน่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง" ดร.สุวิทย์ กล่าว

สำหรับกลไกการพัฒนา BCG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย "4 ประเด็นขับเคลื่อน" และ "4 ประเด็นส่งเสริม" โดย 4 ประเด็นขับเคลื่อน BCG ประกอบด้วย 1. การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์ BCG 2. การเตรียมกำลังคน ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการ BCG โดยกลุ่มคนเป้าหมายที่ต้องพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน BCG Economy ประกอบด้วย 6 กลุ่ม คือ กลุ่มสตาร์ทอัพ (Startups) กลุ่มผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรม (Innovation-Driven Enterprises: IDEs) กลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmers) กลุ่มผู้ให้บริการมูลค่าสูง (High Value Service Providers)

กลุ่มผู้สร้างนวัตกรรมเชิงลึก (Deep Technology Developers) และกลุ่มผู้ประกอบการสร้างสรรค์ (Creative Entrepreneurs) ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise) 3. การพัฒนาเชิงพื้นที่ BCG

โดยสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึงด้วยการเชื่อมโยงและมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในระดับภูมิภาคควบคู่ไปด้วยกัน ประกอบด้วย ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) เน้นการพัฒนาระบบการเกษตรปลอดภัย มีมูลค่าสูง ส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และต่อยอดเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรมล้านนา (Creative Lanna) ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEEC) เน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพหลักของประชากรในพื้นที่ เช่น พยาธิใบไม้ตับ รวมถึงส่งเสริมการผลิตสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล รวมถึงการพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) มุ่งเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยุคใหม่ 4. การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า BCG ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จและการสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ Complex Microbiota เทคโนโลยีโอมิกส์ (OMICs) วิศวกรรมกระบวนการทางชีวภาพ (Bioprocess Engineering) Gene Editing และ Synthetic Biology เทคโนโลยีในย่านความถี่เทราเฮิร์ซ (Terahertz Technology) เทคโนโลยีการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Decarbonization) และการนำคาร์บอนไดออกไซด์ระดับโมเลกุลพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพในรูปแบบวัสดุหมุนเวียนขั้นสูง เทคโนโลยีประมวลความเร็วสูงด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ และเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มขั้นสูง เป็นต้น ส่วน 4 ประเด็นส่งเสริมการพัฒนา BCG ประกอบด้วย 1. การปลดล็อคกฏหมาย กฎระเบียบและการกำหนดมาตรการ BCG เช่น Regulatory Sandbox การออกกฎหมาย กฏ ระเบียบที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสตาร์ทอัพและวิสาหกิจเพื่อสังคม 2. โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุน BCG เช่น Biobank, National Quality Infrastructure (NQI), pilot plant, High Performance Computing (HPC), high speed connection network 3. การยกระดับความสามารถของกำลังคน BCG เพื่อรองรับเศรษฐกิจ BCG จำเป็นต้องดำเนินการในหลายระดับเพื่อเสริมความรู้และสร้างทักษะ BGC อาทิ การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพเฉพาะ เช่น นักวิจัยเคมีชีวภาพศาสตร์ด้าน biorefinery นักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) ปรับปรุงหรือเพิ่มหลักสูตรที่เกี่ยวข้องรองรับความต้องการของทั้งนิสิตนักศึกษา บุคคลทั่วไป หรือแม้กระทั่งบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบัน และ 4. การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ BCG (BCG Global Network) การเชื่อมโยงเครือข่ายต่างประเทศเป็นปัจจัยส่งเสริมการพัฒนา BCG Economy โดยประเทศไทยต้องสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลก สถาบันการวิจัยชั้นนำ และบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นนำของโลก เพื่อพัฒนาต่อยอด ดึงความร่วมมือ การลงทุน และปรับใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การสร้างการเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศดังที่ได้เห็นจากการจัดงานประชุมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตามแนวทาง BCG จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนและปลูกฝังมุมมอง (Mindset) หรือวัฒนธรรมของคนไทย ใน 4 เรื่อง (4 W's) คือ Human Wisdom การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาจาก "Ego Centric" คือ การยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เป็น "Eco Centric" คือ การยึดโลกเป็นศูนย์กลางแล้วจึงนำมาสู่สังคม เศรษฐกิจและมนุษย์ Social Wellbeing การปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก "Me Society" เป็น "We Society" ซึ่ง BCG จะมุ่งสร้างวัฒนธรรมความร่วมมือในการสรรค์สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม Environmental Wellness เปลี่ยนจาก "Nature as Resource" เป็น "Nature as Source" ธรรมชาติไม่ใช่แค่เพียงทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตเท่านั้น แต่ธรรมชาติคือแหล่งกำเนิดของชีวิตและทุกสรรพสิ่งบนโลกซึ่งรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์เรา ดังนั้นจึงต้องรักษาสมดุลที่ดีไว้ และ Economic Wealth ที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นการแข่งกันผลิตและขายให้ได้จำนวนมาก "Making & Selling" เป็นรูปแบบธุรกิจที่อาศัยความร่วมมือเพื่อให้เกิดการแบ่งปัน "Sharing & Caring"


Latest Press Release

Photo Release: KTC organizes free financial literacy seminar Tips to build good credit score within 3 hours with NCB to KTC cardmembers public

Recently, Ms. Phichamon Jitpentham, Vice President - Personal Loans, "KTC" or Krungthai Card Public Company Limited, organized opened to public seminar topic – "Tips to build good credit score within 3 hours with NCB". The financial literacy...

Photo Release: EXIM Thailand Congratulates Exporters Completing Trade Management Excellence Program

Mrs. Wantana Mongkolsri (front row, third right), Senior Executive Vice President of Export-Import Bank of Thailand (EXIM Thailand), recently presided over the certificate presentation ceremony and congratulated entrepreneurs who have completed the...

ภาพข่าว: Hej Street Beautyผนึกแบรนด์ดังเกาหลี CLEWNCO

Mr. Jeon Wooheon Province Vice Governor , Mr. Choi Youngjo Gyeongsan City Major และ Mr. Park, Soonjin Deagu Hanny University Vice President ในฐานะตัวแทนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ถ่ายภาพร่วมกับคุณจารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโฟร์...

Eight ideas for powerful motorcycle retail store design Two gurus share insights on design psychology and Feng Shui for a successful year of the rat

Krungsri Auto, led by Mrs. Kittiya Srisanit (right), Managing Director, Ayudhya Capital Auto Lease PCL, and Mr. Sittipong Sirimaskasem (left) Managing Director, RGB72 Co., Ltd. and Mr. Panuwat Punvichartkul (center) President, The Miracle of Feng Shui...

Deloitte Globals latest Women in the Boardroom report highlights slow progress for gender diversity

Deloitte Global's sixth edition of Women in the Boardroom: A Global Perspective reports that women hold just 16.9 percent of board seats globally, a 1.9 percent increase from the report's last edition published in 2017. The numbers underscore a...

Related Topics