PwC เผยรายงานฉบับใหม่ คาดบล็อกเชนจะกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้ถึง 1.76 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 โดยยกระดับการติดตาม สืบแหล่งที่มา และความไว้วางใจ

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร Wednesday October 14, 2020 14:20
ลอนดอน--14 ต.ค.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์
  • การติดตามและสืบหาแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์และบริการมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด (9.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ภาคการบริหารรัฐกิจ การศึกษา และการดูแลสุขภาพ จะได้รับประโยชน์สูงสุด
  • บล็อกเชนอาจจะสร้างผลประโยชน์สุทธิสูงสุดในจีน (4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และสหรัฐอเมริกา (4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)

รายงานวิเคราะห์ฉบับใหม่ของ PwC แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพในการกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ถึง 1.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในทศวรรษหน้า

ข้อมูลดังกล่าวเป็นการค้นพบครั้งสำคัญในรายงานฉบับใหม่ของ PwC ในหัวข้อ Time for trust: The trillion-dollar reason to rethink blockchain ซึ่งประเมินว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนถูกนำไปใช้อย่างไรในปัจจุบัน และสำรวจผลกระทบของบล็อกเชนที่อาจมีต่อเศรษฐกิจโลก โดยรายงานจะวัดศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนในการสร้างมูลค่าแก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ รัฐบาล และบริการสาธารณะ ตลอดจนการผลิต การเงิน การขนส่ง และการค้าปลีก ผ่านการวิเคราะห์กรณีการใช้งานบล็อกเชน 5 อันดับแรก ซึ่งจัดอันดับตามศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สตีฟ เดวีส์ หัวหน้าฝ่ายบล็อกเชนและพาร์ทเนอร์ของ PwC UK กล่าวว่า "เทคโนโลยีบล็อกเชนมีความเกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ มายาวนาน แต่ถึงกระนั้นบล็อกเชนก็ยังสามารถเข้ามามีบทบาทได้ในอีกหลากหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการรักษาความปลอดภัย แบ่งปัน และใช้ข้อมูลในองค์กรภาครัฐและเอกชน"

เดวีส์ กล่าวว่า "ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ต้องต่อสู้กับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แนวโน้มการแทรกแซงของเทคโนโลยีมากมายก็ถูกเร่งให้เร็วเช่นเดียวกัน รายงานวิเคราะห์ครั้งนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของบล็อกเชนในการสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ในการสร้างและออกแบบการดำเนินงานใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากการปรับปรุงด้านความไว้วางใจ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในองค์กรและสังคม"

  • รายงานดังกล่าวได้ระบุขอบเขตการใช้งานบล็อกเชนหลัก ๆ 5 ข้อ และประเมินศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยใช้การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและการวิจัยอุตสาหกรรม ซึ่งการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนที่คาดการณ์ว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนจะถูกนำมาใช้เป็นวงกว้างในเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2568
  • การติดตามและสืบหาผลิตภัณฑ์และบริการ หรือแหล่งที่มา ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทหลายแห่งให้ความสำคัญในช่วงการระบาดของโควิด -19 นั้นมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด (9.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยบล็อกเชนสามารถใช้งานได้หลากหลายและสนับสนุนบริษัทต่าง ๆ ตั้งแต่ อุตสาหกรรมหนัก ซึ่งรวมถึงการทำเหมือง ไปจนถึงแฟชัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของสาธารณชนและนักลงทุนที่กำลังมองหาการจัดหาที่ยั่งยืนและมีจริยธรรม
  • การชำระเงินและบริการทางการเงิน รวมถึงการใช้สกุลเงินดิจิทัลหรือสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านการชำระเงินข้ามพรมแดนและการโอนเงิน (4.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • การจัดการข้อมูลส่วนตัว (2.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมถึงเลขบัตรประชาชน ข้อมูลประจำตัวทางวิชาชีพ และใบรับรอง เพื่อช่วยลดการฉ้อโกงและการโจรกรรมอัตลักษณ์
  • การประยุกต์ใช้บล็อกเชนในสัญญาและการระงับข้อพิพาท (7.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมถึงการใช้บล็อกเชนในการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ได้ขยายศักยภาพของบล็อกเชนไปสู่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของรัฐบาลและเอกชนอย่างหลากหลายมากขึ้น

ความสำเร็จของบล็อกเชนจะขึ้นอยู่กับนโยบายรองรับ ระบบนิเวศทางธุรกิจที่พร้อมใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ที่เทคโนโลยีได้สร้างขึ้น และการผสมผสานอุตสาหกรรมที่เหมาะสม

หากพิจารณาตามทวีป เอเชียมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีบล็อกเชนมากที่สุด หากพิจารณาตามประเทศแล้ว บล็อกเชนอาจสร้างผลประโยชน์สุทธิสูงสุดในจีน (4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และสหรัฐอเมริกา (4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีการคาดการณ์ว่า อีก 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร อินเดีย และฝรั่งเศส มีผลประโยชน์สุทธิมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศได้รับประโยชน์จากบล็อกเชนแตกต่างกัน โดยประเทศที่มุ่งเน้นการผลิต เช่น จีนและเยอรมนี ได้ประโยชน์มากกว่าจากการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าและบริการ ขณะที่สหรัฐได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในการรักษาความปลอดภัยและการชำระเงิน รวมถึงการรับรองข้อมูลและการจัดการอัตลักษณ์

ขณะที่ในระดับภาคส่วน ภาคส่วนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือ ภาคการบริหารรัฐกิจ การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ซึ่ง PwC คาดว่า ภาคส่วนเหล่านี้จะได้ผลประโยชน์ประมาณ 5.74 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดยการใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพที่บล็อกเชนจะนำมาสู่โลกแห่งการจัดการอัตลักษณ์และการรับรองข้อมูล

ขณะเดียวกัน บล็อกเชนจะมีประโยชน์กว้างขวางมากขึ้นสำหรับบริการทางธุรกิจ การสื่อสาร และสื่อ ในขณะที่ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และบริการก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์จากการใช้บล็อกเชน เพื่อดึงดูดผู้บริโภคและตอบสนองความต้องการด้านแหล่งกำเนิดและการตรวจสอบแหล่งที่มา

นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ PwC ที่ได้ออกสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจ แสดงให้เห็นศักยภาพของบล็อกเชนที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์เพื่ออนาคตขององค์กรต่าง ๆ โดยผลการศึกษาพบว่า เกือบสองในสามของซีอีโอ (61%) เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับการดำเนินการและกระบวนการธุรกิจหลัก ๆ นั้นเป็น 1 ใน 3 องค์ประกอบที่บริษัทของตนให้ความสำคัญที่สุดเพื่อฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19

"หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่องค์กรอาจจะทำเมื่อนำเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้คือ การกำหนดให้เป็นขอบเขตงานของทีมงานที่มีความสนใจในด้านนี้ แต่แท้จริงแล้ว การบรรลุดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้บริหารระดับสูงในการทำงานและกำหนดโอกาสและคุณค่าเชิงกลยุทธ์ และเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการร่วมมือภายในอุตสาหกรรมในระดับที่เหมาะสม" คุณสตีฟ เดวีส์ กล่าว "และเมื่อพิจารณาจากขนาดของการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจที่องค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ การสร้างข้อพิสูจน์การใช้แนวคิดที่สามารถขยายและปรับขนาดได้เมื่อประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดคุณค่าควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในโซลูชัน เพื่อส่งมอบศักยภาพของบล็อกเชน"

รายงานดังกล่าวได้เตือนว่า หากต้องการบรรลุศักยภาพของบล็อกเชนในแง่ของเศรษฐกิจแล้ว การจัดการปัจจัยด้านพลังงานก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการเช่นกัน ซึ่งการดำเนินการของธุรกิจและรัฐบาลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) นั้นหมายความว่า องค์กรต่าง ๆ ต้องพิจารณาต้นแบบใหม่สำหรับการรวมและแบ่งปันทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดการพึ่งพาศูนย์ข้อมูลแบบเดิมและการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดยรวมขององค์กร

ดาวน์โหลดรายงานได้ที่ http://www.pwc.com/timefortrust
หมายเหตุ:

1. วิธีการ: รายงานของ PwC พิจารณาผลกระทบของบล็อกเชนต่อ GDP ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มสุทธิของสินค้าและบริการภายในระบบเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีบล็อกเชน การศึกษานี้นำเสนอภาพจำลองผลกระทบของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่อาจมีต่อเศรษฐกิจโลกภายในปี 2573 หากมีการใช้งานและหากสินค้าและบริการมีการพัฒนาอย่างที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวไม่ได้จำลองผลกระทบของโควิด-19 แยกต่างหาก แต่เมื่อคำนึงถึงผลกระทบที่โรคระบาดได้เข้ามากระตุ้นการทำงานระยะไกลและการแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีในภาคส่วนต่าง ๆ แล้ว การวิเคราะห์จึงได้นำเอาวิธีการที่ชาญฉลาดนั้นมาประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของบล็อกเชน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการได้ในรายงาน http://www.pwc.com/timefortrust

2. รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งในรายงานรวมของ PwC ซึ่งได้ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและกรณีการใช้งานเทคโนโลยีเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยี AR และ VR และบล็อกเชน

3. PwC หมายถึงเครือข่ายบริษัท PwC และ/หรือ บริษัทสมาชิกหนึ่งบริษัทหรือหลายบริษัท โดยแต่ละบริษัทเป็นนิติบุคคลที่แยกกันชัดเจน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pwc.com/structure

เกี่ยวกับ PwC

PwC มุ่งมั่นสร้างความไว้วางใจในสังคมและแก้ปัญหาที่สำคัญ เราคือเครือข่ายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจใน 157 ประเทศ และมีบุคลากรกว่า 276,000 คนที่ทุ่มเทให้บริการรับประกัน ให้คำปรึกษา และให้บริการด้านภาษีที่มีคุณภาพ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.pwc.com

PwC หมายถึงเครือข่ายบริษัท PwC และ/หรือ บริษัทสมาชิกหนึ่งบริษัทหรือหลายบริษัท โดยแต่ละบริษัทเป็นนิติบุคคลที่แยกกันชัดเจน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pwc.com/structure

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1121790/PWC_Logo.jpg

Latest Press Release

กลุ่ม KTIS ลดต้นทุนฝ่ากระแสโควิด ส่งผลปี 2563 มีกำไร 569 ล้านบาท

กลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร แจงปัจจัยที่ทำให้ผลการดำเนินงาน ปี 2563 (ต.ค. 62 - ก.ย. 63) ฝ่ามรสุมโควิด-19 ได้สำเร็จ มีกำไรสุทธิ 568.7 ล้านบาท เพราะสามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดีในทุกด้าน ทั้งต้นทุนขาย บริหาร...

ไทยพาณิชย์เตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีไทย สู่หนทางรอดอย่างยั่งยืนในยุค Next Normal ผ่านแนวคิด 5 ผู้รับรางวัล "Bai Po Business Awards by Sasin ครั้งที่ 16"

ท่ามกลางสภาวการณ์ที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องปรับตัวให้อยู่รอดจากความท้าทายหลายประการ โดยมีสถานการณ์โควิด 19 เป็นตัวเร่งนั้น หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่มุ่งค้นหาวิธีในการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ...

ก.ล.ต. เตรียมปรับปรุง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับตราสารหนี้ ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน

พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ในส่วนที่เกี่ยวกับตราสารหนี้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการระดมทุนของผู้ออกและเสนอขาย และเพิ่มความคุ้มครองผู้ถือหุ้นกู้ ด้วยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้พิจารณาทบทวน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ...

PRAPAT พบนักลงทุน OPPORTUNITY DAY Q3/63

นายวีระพงค์ ลือสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวประภัสสร จำปาทอง ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ร่วมนำเสนอข้อมูลผลประกอบการของบริษัทฯ ประจำไตรมาสที่ 3/2563 และแผนการดำเนินงานของบริษัท ต่อนักลงทุน ในงาน...

TPIPP กวาดกำไรสุทธิ 9 เดือน 3,345 ล้านบาท เผยโค้งสุดท้ายเติบโตแกร่ง ตามปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

'บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์' หรือ TPIPP ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งรายใหญ่ของไทย เผยผลงานไตรมาส 3/2563 กำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท และรายได้รวม 3,011 ล้านบาท ดันผลงาน 9 เดือนแรก 2563 ทำกำไรสุทธิ 3,345...

Related Topics