ประชาชน 54.02 ระบุทางเท้าในกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่มีความปลอดภัย

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป Monday September 19, 2016 15:55
กรุงเทพฯ--19 ก.ย.--สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์

ประชาชน 54.02 ระบุทางเท้าในกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่มีความปลอดภัย ขณะที่ปัญหาสำคัญที่พบบนทางเท้ามากที่สุดคือ มีต้นไม้/เสาไฟกีดขวาง มีหาบเร่แผงลอยกีดขวาง และมีรถจักรยานยนต์ขี่บนทางเท้า

ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส ,อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช ประธานกรรมการ ,ดร.พิสิฐ พฤกษ์สถาพร กรรมการรองผู้อำนวยการ และอาจารย์วัฒนา บุญปริตร กรรมการรองผู้อำนวยการสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (ระดับอุดมศึกษา) แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นต่อการใช้บาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11 ถึง 16 กันยายน พ.ศ. 2559 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,183 คน

ศ.ดร.ศรีศักดิ์กล่าวว่า บาทวิถีหรือทางเท้าคือสิ่งก่อสร้างที่ยกระดับให้สูงขึ้นมาจากพื้นถนนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้คนใช้เดินสัญจรรวมถึงเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารสถานที่ให้ออกจากถนนสาธารณะ โดยทั่วไปบาทวิถีจะต้องมีขนาดความกว้างที่เหมาะสม มีลักษณะเรียบ และไม่มีสิ่งกีดขวางใด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้คนที่ใช้เดินสัญจร แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่ใช้บาทวิถีหรือทางเท้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกลับพบปัญหาต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นลักษณะพื้นบาทวิถีที่ไม่เรียบหรือแคบเกินไป มีสิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ หาบเร่แผงลอย รวมถึงการปลูกสิ่งก่อสร้างลุกล้ำพื้นที่บาทวิถี และการนำยานพาหนะส่วนตัวมาจอดกีดขวางหรือการขับขี่จักรยานยนต์บนบาทวิถี ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยในการใช้บาทวิถีเดินสัญจร ผู้คนในสังคมจึงเริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มตระหนักและให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่พบในการใช้บาทวิถีแต่ปัญหาต่างๆก็ยังคงไม่หมดไป จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นต่อการใช้บาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ศ.ดร.ศรีศักดิ์กล่าวต่อว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งร้อยละ 50.63 เป็นเพศหญิง และมีเพศชายร้อยละ 49.37 อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปสามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านพฤติกรรมการใช้บาทวิถีเดินสัญจรนั้น ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.65 ระบุว่าตนเองใช้บาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะเดินสัญจรเป็นประจำทุกวัน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 41.84 ระบุว่าใช้แต่ไม่ทุกวัน ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 6.51 ระบุว่าไม่ได้ใช้เลย

ส่วนในด้านความคิดเห็นต่อลักษณะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการใช้บาทวิถีเดินสัญจรนั้น กลุ่มตัวอย่างประมาณครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50.13 มีความคิดเห็นว่าขนาดความกว้างของบาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเหมาะสมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.36 มีความคิดเห็นว่ามีความกว้างที่เหมาะสมประมาณครึ่งหนึ่ง และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.51 ระบุว่าส่วนใหญ่แคบเกินไป อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 52.41 มีความคิดเห็นว่าบาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่วนใหญ่ไม่มีความสะดวกสบายในการใช้เดินสัญจรไปมา ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.57 มีความคิดเห็นว่ามีความสะดวกสบายในการใช้เดินสัญจรประมาณครึ่งหนึ่ง โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 19.02 ระบุว่าส่วนใหญ่มีความสะดวกสบายในการใช้เดินสัญจร ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 54.02 มีความคิดเห็นว่าบาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่วนใหญ่ไม่มีความปลอดภัยในการใช้เดินสัญจรไปมา ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 27.81 มีความคิดเห็นว่ามีความปลอดภัยในการใช้เดินสัญจรประมาณครึ่งหนึ่ง โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 18.71 ระบุว่าส่วนใหญ่มีความปลอดภัยในการใช้เดินสัญจร

สำหรับปัญหาสำคัญ 5 อันดับที่กลุ่มตัวอย่างพบในการใช้บาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเดินสัญจรมากที่สุดได้แก่ มีต้นไม้/เสาไฟฟ้า/โทรศัพท์กีดขวางคิดเป็นร้อยละ 84.78 มีหาบเร่แผงลอยขายอาหาร/สินค้ากีดขวางทางเดินคิดเป็นร้อยละ 83.26 มีรถจักรยานยนต์ขี่บนบาทวิถีคิดเป็นร้อยละ 81.23 มีป้ายโฆษณาต่างๆวางระเกะระกะคิดเป็นร้อยละ 78.95 และมีฝาท่อระบายน้ำเปิด/ปิดไม่สนิทคิดเป็นร้อยละ 76.84

ในด้านความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆบนบาทวิถีนั้น กลุ่มตัวอย่างเกือบสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 73.54 เห็นด้วยในการออกกฎหมายห้ามมิให้มีการขับขี่จักรยานยนต์บนบาทวิถี/ทางเท้าสาธารณะ ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างประมาณสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 75.06 มีความคิดเห็นว่าควรมีการเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นกับผู้ที่ทำให้เกิดการกีดขวางบนบาทวิถี/ทางเท้า เช่น การจอดยานพาหนะ การวางป้ายโฆษณาต่างๆ การสร้าง/ต่อเติมอาคาร-พื้น-ทางเดิน แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 69.91 มีความคิดเห็นว่าในปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาต่างๆบนบาทวิถถี/ทางเท้ายังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อวิธีการแก้ไขปัญหาหาบเร่แผงลอยบนบาทวิถีระหว่างการห้ามมิให้หาบเร่แผงลอยตั้งบนบาทวิถีเลยกับการจำกัดแนวการตั้งหาบเร่แผงลอยบนบาทวิถีมิให้กีดขวางพื้นที่เดินสัญจร กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 52.49 เห้นด้วยกับการจำกัดแนวการตั้งหาบเร่แผงลอยบนบาทวิถีโดยมิให้กีดขวางพื้นที่เดินสัญจร ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.51 เห็นด้วยกับการห้ามให้หาบเร่แผงลอยตั้งบนบาทวิถีเลย

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างเกือบสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 64.41 มีความคิดเห็นว่าหากมีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มความสะดวกปลอดภัยในการใช้บาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะเดินสัญจรจะมีส่วนทำให้ผู้คนหันมาใช้การเดินไปทำกิจกรรมในสถานที่ใกล้เคียงแทนการใช้ยานพาหนะได้มากขึ้น และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.27 มีความคิดเห็นว่าหากมีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มความสะดวกปลอดภัยในการใช้บาทวิถี/ทางเท้าบนถนนสาธารณะเดินสัญจรจะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ผู้คนออกกำลังกายด้วยการเดิน/วิ่งมากขึ้นได้ ศ.ดร.ศรีศักดิ์กล่าว


Latest Press Release

สัมผัสประสบการณ์ดินเนอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางสวนสวยกับเชฟมิชลินสตาร์ เฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน

ห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน นำเสนอเมนูเพื่อสุขภาพในรูปแบบมังสวิรัติ เปิดให้ลิ้มลองในวันพฤหัสบดีที่ 29 และวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน ศกนี้ เชฟมิชลินสตาร์ เฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน เชฟที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน...

กลับมาอีกครั้ง งานมหกรรมหนังสือนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Big Bad Wolf Book Sale Chiang Mai 2561 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก!

งานนี้ได้รวมหนังสือภาษาอังกฤษคุณภาพใหม่เอี่ยมกว่าล้านเล่ม ด้วยราคาลดสูงสุด 50-90 % เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 9 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัดงาน Big Bad Wolf Book Sale...

ภาพข่าว: เอชเอสบีซีจับมือมูลนิธิ EDF ส่งเสริมศักยภาพ พัฒนาทักษะอนาคตนักเรียนไทยที่ด้อยโอกาส

นายเคลวิน แทน (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย และนายสรรเพชร นิลรัตน์ (ที่ 3 จากขวา) กรรมการมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ถ่ายภาพร่วมกับ (ซ้าย-ขวา) นางวรนันท์ สุทธปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด...

ภาพข่าว: เปิดจำหน่ายแว่นตาแบรนด์ดังระดับโลก FLAIR จากเยอรมนี สู่ประเทศไทยครั้งแรก โดย บริษัทอายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด

ครั้งแรกในประเทศไทย : คุณประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายแว่นตาแบรนด์ดังระดับโลก พร้อมด้วย Mr. Sven Reib (มร.รีอิป) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอกเตอร์ ยูเจน เน็ต จำกัด (Flair) และ คุณสาวิตรี...

เอชเอสบีซีจับมือมูลนิธิ EDF ส่งเสริมศักยภาพ พัฒนาทักษะอนาคตนักเรียนไทยที่ด้อยโอกาส

ธนาคารเอชเอสบีซี จับมือมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ประกาศเปิดตัวโครงการ "Bank on a Bright Career with HSBC" ระยะเวลา 1 ปี เริ่มธันวาคม 2561 เป็นต้นไป โดยเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการส่งเสริมโอกาสให้เยาวชนของธนาคารเอชเอสบีซี...

Related Topics