ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและแนวโน้ม “บล. ธนชาต” ที่ “A+/Stable”

อังคาร ๑๐ เมษายน ๒๐๑๘ ๑๑:๑๒
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ "A+" โดยอันดับเครดิตดังกล่าวได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากอันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทในฐานะที่เป็นบริษัทลูกซึ่งมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของกลุ่มธนชาต ทั้งนี้ อันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทมาจากการมีคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์และมีแนวทางการบริหารที่ระมัดระวัง ตลอดจนความสามารถในการทำกำไรที่ดีในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงการมีสภาพคล่องที่เพียงพอและฐานทุนที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับจากเครือข่ายของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่อย่างกว้างขวางทั่วประเทศและความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าในธุรกิจต่าง ๆ ของธนาคารธนชาตด้วย

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากลักษณะที่เป็นวงจรขึ้นลงและความผันผวนของธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้งแรงกดดันด้านอัตราค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ภายใต้การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นบริษัทลูกที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของกลุ่มธนชาต

ในฐานะเป็นบริษัทลูกที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยธนาคารธนชาตและเป็นสมาชิกที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของกลุ่ม

ธนชาต บริษัทจึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธนชาตทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและในด้านการเงิน โดยบริษัทได้ใช้ประโยชน์จากสาขาของธนาคารธนชาตในการขยายฐานลูกค้ารายย่อย อีกทั้งยังมีการเสริมให้มีการแนะนำลูกค้าระหว่างกันมาโดยตลอด ทั้งนี้ ในปี 2560 กว่า 17% ของบัญชีเปิดใหม่ของบริษัทในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นลูกค้าที่ผ่านการแนะนำโดยธนาคารธนชาต และรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จากบัญชีลูกค้าที่ผ่านการแนะนำโดยธนาคารก็คิดเป็น 11% ของรายได้ค่านายหน้าทั้งหมดของบริษัทในปี 2560

บริษัทยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการของธนาคารธนชาตมาใช้ต่อยอดการให้บริการแก่ลูกค้าของบริษัทอย่างครบวงจร อีกทั้งยังมีรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจและรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จากบริษัทในกลุ่มธนชาตอีกด้วย

นอกเหนือจากความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจแล้ว ธนาคารธนชาตยังให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัทผ่านการให้วงเงินสินเชื่อจำนวนมากด้วยเช่นกัน การเกื้อหนุนเหล่านี้ช่วยทำให้บริษัทมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่มีความสัมพันธ์กับธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการทางการเงินเต็มรูปแบบ

กำไรและค่าใช้จ่ายดำเนินงานยังคงทรงตัวแม้จะเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

ตั้งแต่ปี 2553 ส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทผันผวนอยู่ที่ระดับ 4% มาโดยตลอด แต่เนื่องจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งคู่แข่งรายใหม่ก็เข้ามาในตลาด และแรงกดดันด้านอัตราค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นไปในทิศทางลดลง จึงส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทลดลงจาก 4.17% (อันดับ 7) ในปี 2559 มาอยู่ที่ 3.78% (อันดับ 9) ในปี 2560 และอยู่ที่ 3.32% (อันดับ 12) ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2561 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทจะลดลง แต่ส่วนแบ่งรายได้ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทยังคงไม่เปลี่ยนแปลงโดยอยู่ที่ระดับเดิมที่ 5.5% ในปี 2559 (อันดับ 4) และ 5.1% (อันดับ 4) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560

ค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยของบริษัทลดลงจาก 0.16% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 0.14% ในปี 2560 แต่ก็ยังคงสูงกว่าค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 0.11% ในปี 2560

บล. ธนชาตสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้และเทียบเคียงได้กับคู่แข่งในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ กำไรสุทธิของบริษัทในปี 2560 อยู่ที่ 609 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยจาก 662 ล้านบาทในปี 2559 จากการลดลงของรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 135 ล้านบาทในปี 2559 มาอยู่ที่ 160 ล้านบาทในปี 2560 ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ได้บางส่วน อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยของบริษัทจากตัวเลขที่ไม่ได้ปรับให้เป็นตัวเลขเต็มปีอยู่ที่ระดับ 2.58% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 อัตราส่วนดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.63% ในช่วงเวลาเดียวกันถึงแม้ว่ารายได้รวมของบริษัทจะลดลงก็ตาม บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 6.3% ในปี 2560 นอกจากนี้ บริษัทยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมด้วย โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้สุทธิของบริษัทเท่ากับ 55.8% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 เทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 64.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน และในปี 2560 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 52.2%

การพึ่งพารายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

รายได้รวมของบริษัทโดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งมีความผันผวนและได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านอัตราค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จากการเปิดเสรีค่าธรรมเนียม โดย 68% ของรายได้รวมของบริษัทมาจากรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 เทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 61% สัดส่วนของรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ต่อรายได้รวมของบริษัทลดลงจาก 74% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 66% ในปี 2560 ในขณะที่สัดส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 8% ในปี 2560 โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และค่าธรรมเนียมการขายและการรับซื้อหน่วยลงทุน สัดส่วนรายได้กำไรจากเงินลงทุนและตราสารอนุพันธ์ต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 3% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 6% ในปี 2560 ฐานรายได้ที่ยิ่งมีการกระจายตัวก็จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ระดับรายได้ของบริษัทมากขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีรุนแรงยิ่งขึ้นจากการเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ

มีแนวโน้มที่จะได้รับความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และความเสี่ยงด้านเครดิต

บริษัทมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ไม่มากนักเนื่องจากบริษัทมีนโยบายการลงทุนเพื่อผลตอบแทนแบบ Arbitrage กับการซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เท่านั้น โดยนโยบายดังกล่าวส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่ประกอบธุรกิจเก็งกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ประจำวัน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีเงินลงทุนที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียน 2 แห่ง โดย ณ เดือนธันวาคม 2560 มูลค่าตลาดของเงินลงทุนเหล่านี้อยู่ที่ 1,832 ล้านบาท หรือ 49% ของเงินลงทุนทั้งหมดของบริษัท อีกทั้งบริษัทยังไม่มีแผนจะขายเงินลงทุนส่วนนี้ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย แม้ว่าเงินลงทุนในส่วนนี้จะมีต้นทุนที่ต่ำและสร้างรายได้เงินปันผลที่ดีให้แก่บริษัท แต่ก็ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์อยู่บ้างเมื่อพิจารณาจากขนาดของเงินลงทุนและการกระจุกตัวของการลงทุนที่อยู่ในหลักทรัพย์เพียง 2 ตัวเท่านั้น

บริษัทจัดว่ามีความเสี่ยงด้านเครดิตจากการให้สินเชื่อค่อนข้างมาก โดยยอดสินเชื่อของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 3,507 ล้านบาทในปี 2559 มาอยู่ที่ 4,100 ล้านบาทในปี 2560 หรือคิดเป็น 5.9% ของสินเชื่อรวมของทั้งอุตสาหกรรม และ 1.1 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านเครดิตในส่วนนี้ได้ต่อไปโดยใช้เกณฑ์การเรียกหลักประกันเพิ่มและการบังคับขายที่เคร่งครัด รวมทั้งคงนโยบายการกำหนดเกณฑ์ของหลักประกันและการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด

สภาพคล่องที่เพียงพอและระดับเงินทุนที่แข็งแรง

ณ เดือนธันวาคม 2560 บริษัทมีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (เงินสดและเงินลงทุน) ต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 33% เมื่อเทียบกับ 23% ณ สิ้นปี 2558 จากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนเพื่อค้าจากธุรกรรมบล็อกเทรด (Block Trade) ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อีกทั้งเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินของบริษัทก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1,599 ล้านบาทในปี 2558 มาเป็น 2,999 ล้านบาทในปี 2559 และอยู่ที่ 3,419 ล้านบาทในปี 2560 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่งซึ่งน่าจะเพียงพอที่จะแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องชั่วคราว ณ ขนาดของธุรกิจในปัจจุบันได้ โดยวงเงินสินเชื่อจากธนาคารธนชาตคิดเป็น 75% ของจำนวนวงเงินสินเชื่อทั้งหมดของบริษัท

ณ เดือนธันวาคม 2560 ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่ากับ 3,674 ล้านบาท โดยฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทจะช่วยดูดซับความเสี่ยงด้านเครดิตจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์และความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาของหลักทรัพย์ในเงินลงทุนของบริษัท บริษัทมีอัตราส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ที่ปรับปรุงตัวเลขแล้วอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ อัตราส่วนดังกล่าวเป็นปัจจัยชี้วัดโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ซึ่งลดลงจาก 71.1% ในปี 2556 มาอยู่ที่ 48.1% ในปี 2559 และ 44.3% ในปี 2560 ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิต่อหนี้สินทั่วไปอยู่ที่ระดับ 44% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 7% ที่ทางการกำหนด

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังคงสถานะในการเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของกลุ่มธนชาตและจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากธนาคารธนชาตต่อไปได้

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจถูกปรับลดลงได้หากสถานะเครดิตของธนาคารธนชาตหรือระดับของการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธนชาตเปลี่ยนแปลงไป ส่วนโอกาสที่อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทจะปรับเพิ่มขึ้นนั้นมีจำกัดเมื่อคำนึงถึงสถานะเครดิตในปัจจุบันของธนาคารธนชาต

บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) (TNS)

อันดับเครดิตองค์กร: A+

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด

๐๒ เม.ย. แจกจริง! แบรนด์ซุปไก่สกัดส่งมอบรถเทสล่า มูลค่า 1.649 ล้านบาท ให้ผู้โชคดี ในแคมเปญ ดื่มแบรนด์ สแกนเลขในขวด ปี
๐๒ เม.ย. GFC ตอบโจทย์ทุกความปลอดภัยเรื่องอาคาร - ถังแช่แข็งตัวอ่อน เปิดให้บริการสำหรับผู้มีบุตรยากตามปกติครบ 3
๐๒ เม.ย. KJL ลุยภาคใต้! จัดใหญ่สัมมนา 'รวมพลคนไฟฟ้า ON TOUR' ที่ภูเก็ต
๐๒ เม.ย. แว่นท็อปเจริญ จับมือ กรมกำลังพลทหารบก แนะแนวการศึกษาและอาชีพ สร้างโอกาสแก่ทหารกองประจำการและครอบครัว
๐๒ เม.ย. AnyMind Group คว้ารางวัล Gold ในงาน Martech Innovation Awards 2025
๐๒ เม.ย. โชว์พลังดีไซน์ไทยในงาน STYLE Bangkok 2025 รวมแบรนด์ดาวรุ่งจาก Talent Thai และ Designers' Room ที่คุณไม่ควรพลาด
๐๒ เม.ย. ธนาคารกสิกรไทย จัดสัมมนาใหญ่ K WEALTH Forum: เจาะลึก 5 ปัจจัยเปลี่ยนเกมการลงทุนโลก
๐๒ เม.ย. PSP ปิดดีลทุ่ม 409.5 ลบ. ถือหุ้นใน รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง (RE) ปักหมุดธุรกิจสู่ศูนย์กลางรีไซเคิลสารเคมีแห่งภูมิภาค
๐๒ เม.ย. กลุ่มซีไอเอ็มบี เปิดรับสมัครสอบชิงทุน CIMB ASEAN Scholarship 2025 ทุนเรียนต่อปริญญาตรี - ปริญญาโท พร้อมโอกาสร่วมงานกับกลุ่มซีไอเอ็มบี
๐๒ เม.ย. ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค เปิดพิกัดจุดสรงน้ำพระ เสริมสิริมงคลกับเทศกาล สงกรานต์อิ่มบุญ