นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2568 PSP ยังคงสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยผลประกอบการที่บรรลุเป้าหมายกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ หรือ นิวไฮ อย่างต่อเนื่อง เพียง 9 เดือน ในปี 2568 ที่ผ่านมา PSP มีกำไรสุทธิ 736.15 ล้านบาทซึ่งสูงกว่ากำไรทั้งปีในปี 2567 และ 2566 ที่ทำได้ 671.67 ล้านบาท และ 427.54 ล้านบาท ตามลำดับ
ด้านภาพรวมตลาดน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าและตลาดน้ำมันอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรมพลังงานและในส่วนของภาคการผลิต ความต้องการใช้น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าจากชีวภาพมากขึ้นในปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระบบไฟฟ้าที่หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ส่วนความต้องการใช้น้ำมันอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมานั้นมาจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ขณะที่ต้นทุนของวัตถุดิบมีราคาผันผวน บวกกับกระแสด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมที่มีผลตลอดห่วงโซ่การผลิต ทำให้ตลาดมีการแข่งขันสูงยิ่งขึ้น
"สำหรับปี 2569 นี้ เรามองตลาดน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า น้ำมันผสมยาง และน้ำมันอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มเติบโตทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมประมาณ 2 - 3% แต่ PSP มั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้มากกว่าตลาดอย่างแน่นอน" นายเสกสรร กล่าว
นายเสกสรรกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเร่งเพิ่มรายได้และกำไรจากการดำเนินงานในปี 2569 PSP ได้กำหนด 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งกลยุทธ์แรก คือ การต่อยอดความเป็นผู้นำอย่างยั่งยืน (Sustained Leadership) โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจหลักของบริษัท ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์หล่อลื่น น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า น้ำมันอุตสาหกรรม และน้ำมันผสมยาง ผ่านการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็นร้อยละ 30 ภายในปี 2571 เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่สมดุลและสนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะทาง (Specialized Creation) ต่อยอดศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นอเนกประสงค์ ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์รักษ์โลก (Greenovative Creation) อาทิ ผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นชีวภาพ (Bio-Based Lubricants) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ น้ำมันผสมยางชีวภาพ และน้ำยาบำบัดไอเสีย AdBlue เพื่อรองรับเทรนด์อุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และ กลยุทธ์ที่สาม บริษัทมุ่งขยายธุรกิจที่ส่งเสริมธุรกิจในกลุ่ม (Synergized Initiatives) และการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่สามารถต่อยอดจากธุรกิจเดิม อาทิ Backward & Forward Integration ของธุรกิจหลัก ธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร ธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม และธุรกิจ New S-Curve เช่น เทคโนโลยี Data Center แพลตฟอร์มดิจิทัล และธุรกิจสุขภาพ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว
ทั้งนี้ PSP มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ด้านเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจ Data Center ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการใช้งาน AI และดิจิทัลเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้อุปกรณ์ใน Data Center มีความร้อนสูงขึ้นและต้องการโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน โดย PSP มองเห็นโอกาสในการนำองค์ความรู้และศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาต่อยอดสู่ตลาดดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลกในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน บริษัทได้วางโรดแมปด้าน ESG สำหรับปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการพัฒนา ESG Database Platform การนำ AI มาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาระบบ Human Rights Due Diligence และการยกระดับการบริหารจัดการซัพพลายเชนตามมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประเมิน ESG Rating ระดับโลก และสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยกลยุทธ์ทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน PSP ให้สามารถสร้างกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ หรือ "นิวไฮ" ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน นายเสกสรรกล่าวทิ้งท้าย