นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่เผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรฐานการค้ารูปแบบใหม่ ภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องมีระบบมองอนาคตและบริหารความเสี่ยงที่ใช้งานได้จริง สศก. จึงได้ออกแบบแผนวิจัยฯ ในรูปแบบ ชุดแผนงานวิจัย (พอร์ตงานวิจัย) และชุดแผนงานวิเคราะห์ (พอร์ตงานวิเคราะห์) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับนโยบายที่ทันเวลา โดยในส่วนของ ชุดแผนงานวิจัย R1-R15 มุ่งเน้นการสร้างฐานแบบจำลองและหลักฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ครอบคลุมตั้งแต่วิจัย ความเสี่ยงภูมิอากาศต่อผลผลิตและราคา การประเมินผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรฐานการค้า การวิเคราะห์ ความบิดเบือนในห่วงโซ่อุปทานและตลาดปัจจัยการผลิต ตลอดจนการ เพิ่มประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ของนโยบายรัฐ เพื่อสร้างรายได้และเสถียรภาพให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการ เปลี่ยนระบบการผลิตสู่สินค้ามูลค่าสูง การประเมินความคุ้มค่าของ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ การออกแบบระบบประกันภัยและการคาดการณ์การบริโภคอาหาร การตรวจสอบคาร์บอนและมาตรฐานการค้า รวมถึงการวิเคราะห์หนี้ครัวเรือน การจัดกลุ่มสินค้าเพื่อกำหนดทิศทาง ไปต่อหรือปรับเปลี่ยน การพัฒนาเศรษฐกิจชีวมวล วัสดุชีวภาพ และพลังงานชีวภาพ (Biomass, Bio-materials, Bio-energy) การยกระดับทักษะแรงงาน และการกำหนดกรอบเขตเศรษฐกิจเกษตรพิเศษ
สำหรับ ชุดแผนงานวิเคราะห์ A1-A12 จะทำหน้าที่เป็นระบบเรดาร์นโยบายเพื่อเปลี่ยนงานวิจัยเป็นรายงานที่ใช้งานได้ทันที ประกอบด้วยการจัดทำแดชบอร์ดความเสี่ยงภาคเกษตรและติดตามราคาสินค้า การรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาสและรายปีฉบับสมบูรณ์ การวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และรายงานด่วนเมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบฉับพลัน ตลอดจนการทบทวนโครงสร้างงบประมาณเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการติดตามภาวะการเงินครัวเรือนเกษตรกรอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังเห็นพ้องในการยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ผ่านรูปแบบ วิจัยเชิงพื้นที่ (Sandbox) โดย สศก. จะทำหน้าที่ชี้โจทย์เชิงเศรษฐศาสตร์และวางแผน ขณะที่ สวก. จะสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเร่งพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก พร้อมจัดระบบติดตามผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการกำหนดนโยบายภาคเกษตรไทย เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนร่วมกัน