Fair Finance Thailand เปิดผลประเมินนโยบายธนาคารไทยปีที่ 8

  • ผลประเมินชี้ภาคธนาคารไทยพัฒนาต่อเนื่องสอดรับมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก
  • วงเสวนาเรียกร้องภาคการเงินเร่งผนวกความเสี่ยงมลพิษอุตสาหกรรมและคุณภาพอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การกลั่นกรองสินเชื่อ
  • Tuesday 10 February 2026 15:39
Fair Finance Thailand เปิดผลประเมินนโยบายธนาคารไทยปีที่ 8

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand - FFT, "แนวร่วมฯ") แถลงผลประเมินนโยบายธนาคารไทย ปีที่ 8 ชี้ภาคธนาคารไทยมีพัฒนาการในการยกระดับนโยบายด้านความยั่งยืนให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล แม้มาตรฐานแนวปฏิบัติของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ (Fair Finance Guide International - FFGI) ที่ใช้ประเมินจะเข้มงวดขึ้น แต่คะแนนเฉลี่ยรวมของกลุ่มธนาคารยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ในวงเสวนาได้เรียกร้องให้ธนาคารเร่งผนวกความเสี่ยงจากมลพิษอุตสาหกรรมและฝุ่น PM2.5 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อและการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ใหม่ในอนาคต

ผลประเมินปี 2568: บทพิสูจน์การปรับตัวภายใต้บรรทัดฐานสากล

สำหรับการประเมินในปี 2568 แนวร่วมฯ ใช้เกณฑ์การประเมินฉบับปรับปรุงใหม่ FFGI 2025 ที่ยกระดับความเข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพในการปรับตัว โดยคะแนนเฉลี่ยรวมของทั้ง 11 ธนาคารที่ถูกประเมิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 28.36% ในปี 2567 เป็น 28.84% ในปี 2568 โดยมีธนาคาร 8 จาก 11 แห่งที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์: ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ด้วยคะแนน 40.75% ตามด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ 38.95% และ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ 38.47%
  • กลุ่มธนาคารเฉพาะกิจ: ธนาคารออมสิน (GSB) ยังคงรักษาสถานะผู้นำในหมวดนี้ด้วยคะแนน 27.90%

อิชยา เส้งมี และ เสฏฐนันท์ คันศร ตัวแทนคณะวิจัยแนวร่วมฯ และผู้นำเสนอผลการประเมิน ระบุว่าช่องว่างของการแข่งขันระหว่างธนาคารกลุ่มผู้นำเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากธนาคารหลายแห่งมีความตื่นตัวในการปรับปรุงและเปิดเผยนโยบายด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินมากขึ้น

อ่านรายงานผลการประเมินฉบับเต็มได้ที่: https://fairfinancethailand.org/bank-guide/bank-assessment/?isPositive=True

ไฮไลต์วงเสวนา: พ.ร.บ. อากาศสะอาด-PRTR บทบาทของธนาคารไทย

วงเสวนาหัวข้อ "การเงินที่รับผิดชอบต่อมลพิษ: พรบ. อากาศสะอาด-PRTR กับนโยบายธนาคารไทย" เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ธนาคารต้องมีส่วนร่วมจัดการปัญหามลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าธนาคารจำเป็นต้องยกระดับการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อและการลงทุน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษอากาศอย่างเป็นระบบ ภายใต้บริบทของ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register - PRTR)

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ. PRTR คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มความโปร่งใสของภาคธนาคาร "กฎหมาย PRTR คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใสทางการเงิน เมื่อมีการบังคับใช้ เราจะมีฐานข้อมูลกลางที่เปิดเผยการปล่อยสารพิษสู่สาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารและบริษัทประกันภัยสามารถประเมินพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงของลูกค้าได้ ข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ จากการคาดการณ์ไปสู่การประเมินความเสี่ยงบนฐานข้อเท็จจริง"

รศ.ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ อธิบายถึงบทบาทของ พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับที่มีวัตถุประสงค์คือการสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยธนาคารต้องมีส่วนร่วมรับผิดหากให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อมลพิษ พร้อมทั้งเสริมว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผู้กำกับดูแลหลักต้องเป็นคนสร้างระบบนี้ก่อน และส่งต่อเป็นข้อบังคับให้ทุกธนาคารต้องปฏิบัติตาม"

กาญจนา สวยสม ผู้อำนวยการส่วนมลพิษจากอุตสาหกรรม กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่ากฎหมายฉบับใหม่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและธนาคารในการปิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย "กฎหมายสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมักทำงานแยกส่วน ทำให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. PRTR จะช่วยปิดช่องว่างเหล่านี้ แต่ภาคการเงินเองก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะพันธมิตรผ่านกลไก 'แรงจูงใจและบทลงโทษ' ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดกับผู้ก่อมลพิษ หรือการลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนการลงทุนสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมที่ยั่งยืน"