ปี 2568 บริษัทฯ รับรู้รายได้รวม จำนวน 35,919 ล้านบาท โดยมีรายได้หลักจากกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า จำนวน 33,641 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 94 ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก จำนวน 28,542 บาท และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน จำนวน 5,099 บาท ส่วนกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่นๆ สามารถสร้างรายได้ในปีนี้ เป็นจำนวน 2,278 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6 ของรายได้รวม
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งโดยทำกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เทียบกับปี 2567 และเป็นการก้าวผ่านความท้าทายจากผลกระทบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีที่หยุดการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครบอายุเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรี กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,175 เมกะวัตต์ ยังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ยังได้มุ่งเน้นที่การบริหารจัดการสินทรัพย์ โดยเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทฯ ใช้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างมูลค่าและการเติบโตขององค์กร ซึ่งปรากฏผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมสะท้อนได้จากประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ซึ่งค่าเฉลี่ยความพร้อมจ่ายการผลิต (Equivalent Availability Factor) โรงไฟฟ้าหลักของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ในระดับร้อยละ 90 อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับทิศทางกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทฯ และบริบทของธุรกิจพลังงานของแต่ละประเทศ
"สำหรับปีนี้ บริษัทฯ มีแผนการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยการลงทุนในระยะสั้นและระยะกลางนอกจากโครงการพลังงานทดแทนแล้ว บริษัทฯ ได้พิจารณาโครงการเชื้อเพลิงหลักที่อยู่ในแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นลำดับควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยจะใช้วิธีเข้าซื้อหุ้นโครงการที่ดำเนินงานอยู่แล้วเป็นหลัก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและลงทุนเกี่ยวกับพลังงานในอนาคต ได้แก่ เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว รวมทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพต่างๆ เพื่อให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมทรัพยากรทั้งด้านการเงินและบุคลากรไว้พร้อมสรรพเต็มที่ ทำให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของปีนี้จะยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคงและสามารถสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนต่อไป" นายนิทัศน์ กล่าว
สำหรับฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 238,004 ล้านบาท หนี้สินรวม 130,357 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 107,646 ล้านบาท สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น ร้อยละ 10.75 และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อยู่ที่ 1.21 เท่า
อนึ่ง เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก (งวดเดือนมกราคม - มิถุนายน 2568) จำนวน 1,740 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นละ 0.80 บาท จึงคงเหลือเงินปันผล จำนวน 1,740 ล้านบาท คิดเป็น 0.80 บาทต่อหุ้น ที่จะดำเนินการจ่ายภายหลังได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม ศกนี้