ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่างสำนักงาน คปภ. และ FSA โดยย้ำว่า FSA ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่สำคัญในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของไทย ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความร่วมมือจากการประชุมก่อนหน้าในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจประกันภัย (Group-wide Supervision : GWS) และการพัฒนากรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ (Catastrophe Risk) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัยและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยที่ประชุมได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าการบังคับใช้เกณฑ์ความมั่นคงทางการเงินตามมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value-based Solvency Regime : ESR) ของญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ในปี 2569 และถือเป็น การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแลไปสู่การประเมินฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยตามมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง โดย FSA ได้แบ่งปันประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลผ่านกระบวนการ Supervisory Dialogue การทดสอบภาคสนาม (Field Testing) และการบูรณาการกรอบ ESR เข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (Own Risk and Solvency Assessment : ORSA) ขณะที่สำนักงาน คปภ. ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเกณฑ์เงินกองทุนตามความเสี่ยงของประเทศไทย รวมถึงการบริหารความคาดหวังของตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม
สำหรับประเด็นการกำกับดูแลระดับกลุ่ม (Group-wide Supervision: GWS) ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนแนวคิด "Substance over Form" ซึ่งให้ความสำคัญกับการพิจารณาอำนาจควบคุมและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกลุ่มธุรกิจ มากกว่ารูปแบบโครงสร้างทางกฎหมาย โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การกำกับดูแลธุรกรรมภายในกลุ่ม ความสามารถในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระดับกลุ่ม พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ Supervisory College และความร่วมมือระหว่างผู้กำกับดูแลในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยข้ามพรมแดน นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงมหันตภัยและความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลต่อทั้งการรับประกันภัย การลงทุน และเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการลดช่องว่างความคุ้มครอง (Protection Gap) การกำกับดูแลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risk) ตลอดจนแนวทางการพัฒนากรอบการเปิดเผยข้อมูลด้านภูมิอากาศที่เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมประกันภัย
"การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของสำนักงาน คปภ. และสำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (Financial Services Agency: FSA) ในการยกระดับระบบกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืน ท่ามกลางบริบทความเสี่ยงใหม่ของโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการคุ้มครองผู้เอาประกันภัยและเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว" เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย