นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ ผู้นำโลจิสติกส์แบบครบวงจรและผู้นำด้านบริหารลานตู้คอนเทนเนอร์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะมีความเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าว แต่สำหรับ MPJ เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว เนื่องจากบริษัทฯ มีข้อกำหนดในสัญญาการให้บริการขนส่งที่สามารถปรับราคาค่าบริการตามความผันผวน ของราคาน้ำมันในตลาด ส่งผลให้ช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกันการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อธุรกิจลานตู้คอนเทนเนอร์ และ Freight Forwarder ไม่มาก เนื่องจาก MPJ มีสัดส่วนของลูกค้าตะวันออกกลางเพียง 2 % จากลูกค้าทั้งหมดเท่านั้นเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น
"ต้องยอมรับว่าการขนส่งของสินค้านำเข้าส่งออกหลักของโลกยังคงเป็นการขนส่งทางเรือ เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งต่ำ ดังนั้นหากสถานะการสงครามยังยืดเยื้ออยู่ ทำให้มองว่าอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ในแต่ละภูมิภาคอาจมีการขยายการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น เพื่อให้การขนส่งสินค้าในแต่ละภูมิภาคมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับการเกิดสถานะการณ์การปิดเส้นทางเดินเรือ"
สำหรับด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทาง MPJ มีสัดส่วนรายได้ที่เป็นสกุลเงินบาทประมาณ 95% ส่วนอีก 5% เป็น USD โดยบริษัทฯ มีการบริหารจัดการให้มีบัญชีสำหรับ USD เพื่อใช้รับรายได้ที่เป็น USD และจ่ายค่าใช้จ่ายเป็น USD เพื่อลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตของรายได้ ของ MPJ หรือไม่นั้น นายจีระศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบในวงจำกัด แต่ทั้งนี้หากมีการขึ้นค่าระวางเรืออาจส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ Freight Forwarder ขณะเดียวกันหากสถานะการณ์ไม่ยืดเยื้อ และหากสายเรือมีกลยุทธ์ในการรับมือจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คาดการณ์ว่าเส้นทางทะเลแดง (Red Sea) กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ปลายไตรมาส2/2569 ซึ่งก็จะมียอด Order ขนส่งไปยังประเทศตะวันออกกลางเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลังในปี2569 นี้ เนื่องจากจะเกิดความต้องการอย่างมากในการส่งออกสินค้าเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อไปบูรณะซ่อมแซมประเทศในแถบตะวันออกกลาง
"ภาวะสงครามครั้งนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบเรื่องภาวะตู้ขาดแคลนเหมือนช่วงโควิด เนื่องจาก โควิดทั่วโลกหยุดการขนส่ง และ USA เป็นประเทศที่มีอัตรานำเข้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น เปิดการขนส่ง USA นำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเข้ามาเยอะที่สุด ตู้คอนเทนเนอร์จึงไปกระจุกอยู่ที่ USA แต่กรณีครั้งนี้ Middle east อาจจะเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าสูงเช่นกันแต่ประเทศอื่นยังสามารถนำเข้าส่งออกได้ปกติ สายเรือจะปรับเปลี่ยนเส้นทางและปรับ Volume หมุนตู้ที่มีไปยังประเทศอื่น"