3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ลดวิกฤตนำเข้าน้ำมัน - ฝ่าพลังงานผันผวน

พร้อมเสนอแผนหนุนผลผลิตเกษตรและพลังงานจากอ้อยและเป็นวาระแห่งชาติ หวังเพิ่มรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจยุค Net Zero

Monday 16 March 2026 15:43
3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชงรัฐเร่งดัน E20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก ลดวิกฤตนำเข้าน้ำมัน - ฝ่าพลังงานผันผวน

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เสนอแนะรัฐบาลยกระดับพลังงานทดแทนจากภาคเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ หนุนรับมือความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่สูงถึงร้อยละ 60-70 พร้อมชูโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว ผลักดันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้น 2.9 ล้านลิตรต่อวัน หรือเกือบ 1,058 ล้านลิตรต่อปี ควบคู่กับการขยายการผลิต ไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อยและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เต็มศักยภาพ 650 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติ ชี้แนวทางดังกล่าวจะช่วยดึงเม็ดเงินนับหมื่นล้านบาทกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ เพิ่มความมั่นคงด้านรายได้ให้ชาวไร่อ้อยกว่า 420,000 ครัวเรือน ลดปัญหาการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และหนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยในระยะยาว

ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยมีการนำเข้าพลังงานทั้งในรูปแบบน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้าเพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูปในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม รวมถึงก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในระดับที่สูงมากถึงร้อยละ 60-70 ของความต้องการใช้พลังงานทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และอาจเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและพลังงานในระยะยาว

แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพด้านทรัพยากรการเกษตรที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญด้านพลังงานของประเทศ ปัจจุบันในปีการผลิต 2567/2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อยประมาณ 92 ล้านตันต่อปี และสามารถผลิตน้ำตาลได้ราว 10 ล้านตันต่อปี สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอลและไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยังมีข้อมูล GDP ภาคเกษตรของไทยซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.62 ล้านล้านบาท พบ GDP จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อยู่ที่ประมาณ 123,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP ภาคเกษตร ถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในฐานะแหล่งวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทนของไทย

"สิ่งสำคัญที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายต้องผลักดันคือ ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเป็นพลังงานทดแทน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิต "เอทานอล" โดยปัจจุบันกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผสมเอทานอล มียอดการใช้จริงภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 32 ล้านลิตรต่อวัน จากยอดรวมน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิด 124-154 ล้านลิตร แต่ประเทศไทยมีการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมอยู่ที่เพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผสมอยู่ในรูปแบบ E10 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 หากภาครัฐมีนโยบายผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักทั้งหมดอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลของประเทศจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะสร้างส่วนต่าง ความต้องการเอทานอลที่เพิ่มขึ้นทันทีถึง 2.9 ล้านลิตรต่อวัน โดยเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าได้ถึงประมาณ1,058 ล้านลิตรต่อปี เม็ดเงินนับหมื่นล้านบาทที่เคยต้องสูญเสียไปกับการนำเข้าพลังงานจะถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรง ทำให้กลไกราคาอ้อยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับเกษตรกรกว่า 420,000 ครัวเรือนให้หลุดพ้นจากวัฏจักรความผันผวนของราคาพืชผลได้อย่างมาก"

ดร.สมชาย กล่าวเสริมว่า ในขณะที่หลายประเทศมหาอำนาจทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนและกำหนดนโยบายพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงไม่ควรรอให้วิกฤตพลังงานมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ควรเร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพภายในประเทศ โดยเฉพาะที่สามารถต่อยอดได้จากภาคเกษตรกรรมซึ่งควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีศักยภาพสูงที่จะเป็นกันชนให้กับระบบพลังงานของประเทศ เนื่องจากผลผลิตอ้อยสามารถนำไปแปรรูปเป็นเอทานอลและไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทดแทนที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยประเด็นเหล่านี้มีต้นแบบความสำเร็จที่น่าสนใจ อาทิ บราซิลที่ประกาศใช้เอทานอลในสัดส่วน E27 เป็นเชื้อเพลิงขั้นต่ำมาหลายทศวรรษ จนสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อินเดียซึ่งมีโครงสร้างภาคเกษตรคล้ายคลึงกับไทย ประกาศเป้าหมาย E20 อย่างเป็นทางการและกำลังเดินหน้าบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมพลังงานชีวภาพจากอ้อยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับโลก และประเทศไทยซึ่งมีฐานการผลิตอ้อยรายใหญ่ ติดอันดับ 3-4 ของโลกถือว่ามีความพร้อมเดินหน้าในทิศทางเดียวกันได้ทันที

อย่างไรก็ตาม นอกจากการส่งเสริมเอทานอลแล้ว ประโยชน์จากการนำอ้อยมาแปรรูปในภาคพลังงานยังครอบคลุมไปถึง "การผลิตไฟฟ้าชีวมวล" ซึ่งเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง กากอ้อย ใบอ้อย และยอดอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนปัจจุบันกลุ่มโรงงานน้ำตาลมีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้าระบบได้ 650 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งสามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการส่งเสริมไฟฟ้าชีวมวลไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติ โดยทำให้โรงงานน้ำตาลสามารถรับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมาตรการนี้ได้ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรจากการขายใบอ้อยได้ปีละ 1,200 ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวกเพื่อลดการเผาใบอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอของการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 หากสามารถสร้างระบบรับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างเป็นระบบ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัญหามลพิษลดลง และประเทศได้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น สิ่งนี้จึงถือเป็นสมการที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด

ดร.สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมพลังงานทดแทนจากอ้อยยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศในระยะยาว เนื่องจากอ้อยยังสามารถเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่น ๆ อีกมาก ทั้งพลาสติกชีวภาพ สารเคมีชีวภาพ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Economy) ที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ที่ประเทศไทยประกาศในเวทีนานาชาติ ความสำเร็จในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากอ้อยจึงไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย

"สัญญาณเชิงบวกจากภาครัฐเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซลจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และเตรียมขยายส่วนต่างราคาน้ำมัน E20 และ E85 ให้ถูกลงจากเดิม 2 บาทเป็น 3 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังต้องการความชัดเจนของนโยบายในระยะยาวและมาตรการบังคับที่มีผลในทางกฎหมายจึงจะสามารถสร้างแรงจูงใจในการลงทุนและการพัฒนากำลังการผลิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งในการให้ข้อมูลทางเทคนิค การสนับสนุนการพัฒนากำลังการผลิต และการส่งเสริมให้ชาวไร่อ้อยปรับรูปแบบการเพาะปลูกสู่การเกษตรที่ยั่งยืน ลดการเผา และเพิ่มผลผลิตต่อไร่อย่างเป็นรูปธรรม โดยหากเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรจะถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ยกระดับรายได้เกษตรกร และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ในคราวเดียวกัน ดังนั้นพลังงานทดแทนจากภาคเกษตรจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดที่ประเทศไทยต้องเลือกเพื่อประโยชน์สูงสุดในอนาคต" ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย