เอกา โกลบอล" เผยแผนบริหารความเสี่ยงรับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลก สต็อกวัตถุดิบยาวถึง พ.ค. 69 ตรึงราคาสวนตลาดตึงตัว

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก ล่าสุด เอกา โกลบอล (EKA GLOBAL) ยืนยันความพร้อม พร้อมเผยกลยุทธ์บริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบเชิงรุก รองรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารได้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติก

Tuesday 17 March 2026 14:53
เอกา โกลบอล" เผยแผนบริหารความเสี่ยงรับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลก สต็อกวัตถุดิบยาวถึง พ.ค. 69 ตรึงราคาสวนตลาดตึงตัว

นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) แบรนด์คนไทยเบอร์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติกในตลาดเริ่มชัดเจนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเส้นทางขนส่งวัตถุดิบหลักจากตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศบางรายต้องต้องประกาศหยุดเดินเครื่องชั่วคราว และประกาศสภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อระงับการรับคำสั่งซื้อใหม่ เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง นาฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) มาผลิตได้ตามปกติ ขณะที่ผู้ผลิตและจัดหาสินค้าในต่างประเทศเริ่มชะลอการรับคำสั่งซื้อเช่นกัน

สถานการณ์นี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ กว่า 98.8% กำลังเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูง โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ในตลาดเริ่มขาดแคลนและปรับราคาสูงขึ้น เช่น ถุงร้อนและถุง HD ที่ปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 4 บาท และบรรจุภัณฑ์อาหารอื่น ๆ ที่ขยับตัวตามต้นทุนพลังงาน

คาดการณ์ตัวเลขต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการหยุดโรงงานปิโตรเคมีบางส่วนในประเทศกว่า 150 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าระวางเรือและค่าประกันสินค้าจากการปิดเส้นทางขนส่งหลักเพิ่มขึ้นกว่า 50 - 140%

อย่างไรก็ดี แม้สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติกในตลาดจะชัดเจนขึ้นจนซัพพลายเออร์บางรายเริ่มปฏิเสธออเดอร์ใหม่ สำหรับ เอกา โกลบอล ยังคงได้เปรียบกว่าผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในตลาด เนื่องจากบริษัทได้เตรียมแผนการบริหารความเสี่ยงด้านซัพพลายอย่างเป็นระบบไว้แล้วล่วงหน้า ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ผลิตรายอื่นในตลาด โดยคาดการณ์ว่าจากการสำรองวัตถุดิบบริษัทยังคงมีเม็ดพลาสติกและแผ่นชีทที่เพียงพอสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ช่วยยืดอายุอาหาร รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยยังคงตรึงราคา ขอให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้แม้อยู่สถานการณ์วิกฤต

"ปัจจุบันเกือบทุกประเทศได้รับผลกระทบเนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปิโตรเคมีใหญ่ที่สุดของโลก โดยมองว่าต้นทุนเม็ดพลาสติกน่าปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 30% และส่งผลต่อราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางปรับตัวขึ้นราว ๆ 10 - 20% อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ เอกา โกลบอล เราได้ประเมินสถานการณ์และสำรองวัตถุดิบการผลิตคงคลัง (Stock) ไว้แล้ว การที่เราบริหารสต็อกและความเสี่ยงไว้ในทั้ง 2 โรงงานทั้งที่ไทยและอินเดีย ทำให้เรายังมีสินค้าเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการของลูกค้าไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งถือว่าสถานการณ์ของบริษัทยังมีความมั่นคงสูงและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ในระยะนี้" นายชัยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ เอกา โกลบอล ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งประสานงานกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารว่าจะได้รับบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี

นายชัยวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2569 ของเอกา โกลบอล ยังคงมั่นใจว่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย 10 - 15% จากยอดขาย 1,000 ล้านบาทในปี 2568 โดยเป็นการเติบโตจากตลาดอินเดียที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 30 - 40% รวมถึงตลาดในไทย ที่ยังคงมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ตลาดอินเดีย จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามค่อนข้างน้อย และตลาดยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดในประเทศ ก็มีทิศทางเดียวกัน โดยปีนี้ บริษัท เตรียมขยายการลงทุนเพิ่มกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตและสร้างศูนย์ R&D ตอกย้ำ "เอกา โกลบอล" เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสัตย์เลี้ยงพรีเมียม ซึ่งได้ร่วมกับลูกค้าคิดค้นได้สำเร็จ โดยคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ภายในไตรมาสที่ 2/2569 นี้" นายชัยวัฒน์ กล่าว