เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อในระยะสั้นเนื่อง โดยมองกรอบ USDTHB ในระยะ 1 เดือนจากนี้ที่ราว 32.60-33.10 เนื่องจาก
- สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรง ถึงแม้สหรัฐฯ จะกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้มีท่าทีที่แข็งกร้าวน้อยลง แต่อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีอิหร่านและได้ขยายการโจมตีไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าอิหร่านและอิสราเอลจะตกลงกันได้ จึงมีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้ว่าสงครามจบภายใน 6 สัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อาจยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 108-115 ดอลลาร์/บาร์เรล กดดันให้ US Treasury yields สูงขึ้น ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และเงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทอ่อนค่าต่อได้
- ความเสี่ยง Stagflation เพิ่มมากขึ้น โดยตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีสัญญาณเร่งตัวตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงคราม (จากภาคบริการ) จึงมีโอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบาย Hawkish กล่าวคือมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยช้าลงและน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ โดยนายวชิรวัฒน์คาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในปีนี้ (เดิมคาด 2 ครั้ง) อย่างเร็วอาจเป็นช่วง ไตรมาส 4 เป็นต้นไป แต่หากสงครามยืดเยื้อ ดันเงินเฟ้อสูงกว่าคาด (CPI กลับมาสูงกว่า 3.5%) ก็อาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้
- ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนลดการถือครอง EM assets ลง และหันมาถือเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็น Safe haven currency ส่งผลให้เงินภูมิภาค เช่น เงินหยวน อ่อนค่าลงด้วย ดังนั้น แรงหนุนต่อเงินบาทจึงลดลงเช่นกัน อีกทั้ง เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าไทยมากในเดือน ม.ค.-ก.พ. กลับมาไหลออกในเดือนนี้ค่อนข้างมาก (ออกจากตลาดหุ้นและบอนด์รวมกันราว 8 หมื่นล้านบาท)
ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่าเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะทยอยขาย USDTHB ได้ โดยมองกรอบการขายที่ราว 32.85-33.35 ทั้งนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options เพื่อปิดความเสี่ยงจากกรณีที่สงครามอาจกลับมาลดความรุนแรงลงและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ขณะเดียวกัน การใช้ Options ก็สามารถเปิดโอกาสที่จะได้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้นหากบาทอ่อนค่าต่อ
สำหรับผู้นำเข้า นายวชิรวัฒน์มองว่า หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 และต่ำกว่า จะเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อ USDTHB สามารถทยอยซื้อได้ โดยมองว่าโอกาสที่ USDTHB จะลงมาต่ำกว่า 32.00 อาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่บาทจะอ่อนค่าต่อได้ เพราะสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) คณะกรรมการมีมติ 11 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate) ไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตามคาด นายวชิรวัฒน์กล่าวว่า ในแถลงการณ์หลังการประชุม กรรมการเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และได้ตัดถ้อยคำในแถลงการณ์เดือนมกราคมที่ระบุว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณ "ทรงตัว" ออก และแทนที่ด้วยการระบุว่า อัตราการว่างงาน "แทบไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา" อีกทั้ง ในประมาณการเศรษฐกิจ กรรมการได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อปี 2026 เป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) และปรับเพิ่มเงินเฟ้อพื้นฐานเป็น 2.7% (จากเดิม 2.5%) ขณะเดียวกัน ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026 เล็กน้อยเป็นขยายตัว 2.4% (จาก 2.3%) และคงคาดการณ์อัตราการว่างงานปลายปี 2026 ไว้ที่ 4.4%