กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ Tech for Good Institute (TFGI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบายชั้นนำระดับภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเวทีเสวนานโยบาย "The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia" ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 สอวช. อาคารจัตุรัสจามจุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภายในงานมีการเปิดตัวรายงานประจำปีฉบับที่ 3 ของ TFGI เรื่อง "The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026)" ซึ่งนำเสนอพัฒนาการของกรอบนโยบายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พร้อมทั้งสะท้อนแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค และต่อยอดสู่การหารือเชิงลึกในบริบทของประเทศไทย
ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. มุ่งส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ ควบคู่กับการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การสร้างความเชื่อมั่น และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศอย่าง TFGI
Mr. Keith Detros, Programme Manager จาก Tech for Good Institute กล่าวว่า การกำกับดูแลดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมุ่งไปสู่การส่งเสริมนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการบริหารจัดการอธิปไตยทางดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการสร้างความยืดหยุ่นของระบบในบริบทที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก
ภายหลังการเปิดตัวรายงาน ได้มีการเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ "Governing Frontier Technologies in Southeast Asia" โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นายทยา นาวานุเคราะห์ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.สลิลธร ทองมีนสุข จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TRDI) ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว จากสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA)
ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า แม้ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนากฎหมายด้าน AI อย่างครอบคลุม แต่ปัจจุบันมีกฎหมายและกรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องรองรับอยู่แล้ว โดยในระยะต่อไปควรมุ่งสู่แนวทางการกำกับดูแลเชิงหลักการที่มีความยืดหยุ่น พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการจัดระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม และคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละภาคอุตสาหกรรม
อีกประเด็นสำคัญคือแนวคิดเรื่อง Digital Sovereignty ซึ่งถูกตีความในมิติของความสามารถในการกำกับดูแลเทคโนโลยี มากกว่าการเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดยประเทศไทยควรมุ่งเน้นการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยี การสร้างความยืดหยุ่นของระบบ และการลดการพึ่งพิงผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีการสะท้อนถึงความท้าทายด้านข้อมูลที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจเชิงหลักฐาน โดยผู้เข้าร่วมเห็นว่าการพัฒนากลไกการแบ่งปันข้อมูลที่มีมาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลเทคโนโลยีของประเทศ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเกิดใหม่จำนวนมากมีลักษณะข้ามหลายภาคส่วนและกรอบกฎหมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานและการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกัน
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเห็นพ้องว่าการเพิ่มความชัดเจนของกฎระเบียบ การเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการยกระดับระบบการแบ่งปันข้อมูล จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การกำกับดูแลเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน