นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำร่วงแรงสวนทางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยปรับตัวลดลง 9% ภายในสัปดาห์เดียว แรงกดดันหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผ่านไปสู่ความกังวลเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นพร้อมกัน กดให้ต้นทุนการถือครองทองคำสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้แรงซื้อทองคำชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก หลายประเทศมีแนวโน้มใช้เงินสำรองเพื่อดูแลเสถียรภาพภายใน มากกว่าการเพิ่มการถือครองทองคำ ขณะที่อุปสงค์จากผู้บริโภคหลักอย่างจีนและอินเดียเริ่มชะลอตัวจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น สะท้อนภาพรวมแรงซื้อทองคำทั่วโลกที่อ่อนแรงลงในระยะสั้น
"การปรับตัวลงของราคาทองคำรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป แต่เป็นผลจากภาวะสภาพคล่องตึงตัวและนโยบายการเงินที่ยังเข้มงวด ซึ่งทำให้ทองคำถูกใช้เป็นแหล่งระดมเงินสดในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดัน หากแรงขายยังไม่สิ้นสุด ราคาทองคำยังมีความเสี่ยงอ่อนตัวลงต่อ ก่อนเข้าสู่สมดุลใหม่ในระยะถัดไป"
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายวิจัยประเมินการลงทุนว่า ภาพรวมทองคำยังอยู่ภายใต้แรงกดดันฝั่งขาย หลังหลุดโครงสร้างแนวโน้มหลักลงมาในช่วงต้นสัปดาห์ ทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นต้องจับตาแนวรับจิตวิทยาที่ $4,000 หากราคายังสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ และแรงขายเริ่มชะลอลง มีโอกาสเห็นการรีบาวด์สลับขึ้นในระยะสั้น โดยมีแนวต้านสำคัญที่ $4,735 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างราคา หากสามารถทะลุและยืนเหนือได้ จะเริ่มทำให้โครงสร้างขาขึ้นกลับมาดูดีขึ้นอีกครั้ง สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะย่อแล้วค่อยสะสมใกล้โซนแนวรับ $4,220 / $4,025 โดยหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในช่วงที่ตลาดยังผันผวนสูง ขณะที่ทองคำในประเทศยังได้แรงพยุงจากค่าเงินบาท โดยแนะนำทยอยสะสมเฉพาะแนวรับหลักที่ 65,000 / 63,500 / 60,500 บาท