ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค ชี้ชัดถึงการยกระดับไลน์การผลิตนม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 49%

ผู้ผลิตนมสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักรทั้งระบบ ด้วยโซลูชันและอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบันของเต็ดตรา แพ้ค

Thursday 23 April 2026 13:19
ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค ชี้ชัดถึงการยกระดับไลน์การผลิตนม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 49%

ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค เผยให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 40-49% ขึ้นอยู่กับประเภทของไลน์การผลิต นอกจากนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าวยังไม่จำเป็นต้องทำการยกเครื่องไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด โดยสามารถใช้เพียงโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันได้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่าการยกระดับไลน์การผลิตที่มีอยู่มีส่วนช่วยลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

รายงาน Dairy Processing Impact Assessment ฉบับนี้ ผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอย่าง Carbon Trust โดยใช้ระเบียบวิธีที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานระดับสากลด้าน Avoided Emissions หรือการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ภายในรายงานยังได้ระบุผลประโยชน์เชิงปริมาณจากการยกระดับไลน์การผลิตนมที่มีอยู่เดิม โดยใช้ไลน์การผลิตที่ใช้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในปี 2562 เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบกับแบบจำลองผลลัพธ์ของไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับที่นำไปใช้ทั่วโลกในปี 2568

อุตสาหกรรมนมเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบอาหารโลก ทั้งในด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่มและการสร้างอาชีพให้แก่ผู้คนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ยังเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำและพลังงานจำนวนมากและมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2.7% ของทั้งโลกในปี 2566 อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพไลน์การผลิตที่มีอยู่ด้วยโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่หรือเปลี่ยนไลน์เครื่องจักรในการผลิตทั้งระบบ การปรับปรุงเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลจริง และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตนมให้มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ทันสมัยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 47% ลดการใช้น้ำได้ 45% และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้ 57% ซึ่งหากมีการนำการปรับปรุงเหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมนมทั่วโลก อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนรวมได้สูงถึง 12.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึงสามล้านคัน นอกจากนี้ การนำโซลูชันด้านการประหยัดน้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ระบบกรองขั้นสูง (Advanced Filtration) และระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต (Cleaning in Place หรือ CIP) อาจช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในไลน์การผลิตนมทั่วโลกได้มากถึง 455 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมนมถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของอาเซียน ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 19,600 ล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชที นมพร้อมดื่ม และโยเกิร์ต เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อผู้ผลิตนมในประเทศ

โรดริโก โกดอย รองประธานฝ่ายบริหารกลุ่มกระบวนการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า "สำหรับผู้ผลิตนมจำนวนมาก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนนับเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในทุก ๆ วัน ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมอย่างตรงจุดสามารถลดการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership - TCO) โดยไม่ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิต"

"นอกจากนี้ กรอบนโยบายที่เอื้อต่อการสนับสนุน ควบคู่กับการเข้าถึงมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงเป้าหมาย จะทำให้การยกระดับไลน์การผลิตสามารถขยายผลในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการลงทุนเริ่มต้นและเร่งขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมนมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว"

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า การปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระบบอาหารที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้ ผู้ผลิตนมสามารถลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยการยกระดับไลน์ผลิตที่มีอยู่เดิมผ่านโซลูชันของเต็ดตรา แพ้คที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้

  • ปั๊มความร้อนพลังงานไฟฟ้า ที่ช่วยลดหรือทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในหม้อไอน้ำและเครื่องทำความเย็น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยคาร์บอนจากการทำความร้อน
  • การบูรณาการกระบวนการผลิตประสิทธิภาพสูง ด้วยเทคโนโลยี OneStep ที่ออกแบบมาเพื่อการผลิตนมยูเอชทีและโยเกิร์ตโดยเฉพาะ โดยรวมขั้นตอนการผลิตหลากหลายขั้นตอนเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟฟ้าและไอน้ำได้มากยิ่งขึ้น
  • โซลูชันการกรองและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ทั้งการกรองผ่านเยื่อเมมเบรน ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต และสถานีกรองน้ำ ที่จะนำผลิตภัณฑ์และน้ำที่สูญเสียไประหว่างกระบวนการผลิตและทำความสะอาดกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

สุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมนมของไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นในภูมิภาค ผลการศึกษานี้ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนในการยกระดับไลน์การผลิตได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยทีมงานของเราพร้อมช่วยเหลือทั้งในด้านการสำรวจไลน์การผลิตที่มีอยู่ของลูกค้า และเสนอแนวทางการขยายกำลังการผลิตหรือปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม"

เวโรนิกา เทียเม่ รองผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปของ Carbon Trust กล่าวว่า "ระบบอาหารของเรามีศักยภาพในการลดคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ การประเมิน Avoided Emissions จะช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าโซลูชันแต่ละชนิดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อมีการวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะทำเกิดฐานข้อมูลที่จำเป็นต่อการขยายผลโซลูชันเหล่านี้ในวงกว้าง"