นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง โดย SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) จึงสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามแผนงานที่สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ
ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอินโดนีเซียฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายหลังการเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพในอินโดนีเซีย รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการผลิต
ทำให้ในไตรมาสที่ 1 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ส่วน EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อน
นายวิชาญ กล่าวว่า ภาพรวมในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน
บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้ SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก
บริษัทฯ ยังคงพัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยบุคลากรคุณภาพ ผ่านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจและการดำเนินงาน ไปพร้อมกับการใช้ระบบอัตโนมัติ ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ บูรณาการแนวทางความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ร้อยละ 35 ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการคงอันดับ MSCI ESG ระดับ A และได้รับรางวัล Gallup Exceptional Workplace Award (GEWA) 2569 ประเภท Engagement Winner ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรที่พนักงานมีความผูกพันอย่างโดดเด่น เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน