นายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) ปี 2569 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 438.49 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 9.06% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้นทุนขายและบริการ ลดลง 11.85% ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 103.78 ล้านบาท เป็น 104.91 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 1.09% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.80 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 2.56 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปี 2568
ปัจจุบัน บมจ.ซีพีแอล กรุ๊ป ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูป ซึ่งมีสัดส่วน 54% ของรายได้รวมของบริษัทฯ ธุรกิจรับจ้างฟอกหนัง มีสัดส่วน 6% ของรายได้รวม และธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย (Safety Products) มีสัดส่วน 40% ของรายได้รวม
โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูป มีรายได้รวม 236 ล้านบาท กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 39 ล้านบาท ธุรกิจรับจ้างฟอกหนัง มีรายได้รวม 26 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 3 ล้านบาท และธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย (Safety Products) มีรายได้รวม 177 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 70 ล้านบาท
"ภาพรวมของธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูป ยังได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย อีกทั้งยังมีภาวะแข่งขันด้านราคาในตลาดจากคู่แข่งหลายราย อย่างไรก็ตาม ภาพรวมราคาเฉลี่ยยังคงอยู่ในระดับที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน เช่นเดียวกันกับธุรกิจฟอกหนัง ที่ในไตรมาสแรก งานรับจ้างจากลูกค้าภายนอกยังเข้ามาไม่มากนัก แต่คาดว่า คำสั่งซื้อจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงกลางปีนี้ โดยบริษัทฯ จะยังคงเฝ้าจับตาสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจและสงคราม ที่มีผลกับยอดคำสั่งผลิตอย่างใกล้ชิดต่อไป" นายภูวสิษฏ์กล่าว
สำหรับธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย (Safety Products) แม้ว่า ยอดขายรองเท้านิรภัยในไตรมาสนี้จะลดลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัว แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับกำไรขั้นต้นที่ระดับสูงได้ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ สามารถทำยอดขายอุปกรณ์นิรภัยได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ทำให้ธุรกิจนี้ยังสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้
"ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีนี้ เราสามารถพลิกจากขาดทุนในปีที่แล้วมาเป็นกำไร โดยตัวเลขดีขึ้นจากปีก่อน 11 ล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยท้าทายที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการที่เราสามารถทำกำไรขั้นต้นได้ดีขึ้น แม้ว่ายอดขายจะลดลง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการต้นทุนภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPL กล่าว
ส่วนทิศทางในปี 2569 ยังคงต้องจับตาปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางที่ดี ก็เชื่อว่า คำสั่งซื้อจากลูกค้าในธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูปจะค่อยๆ ฟื้นตัว เช่นเดียวกับธุรกิจรับจ้างฟอกหนัง เนื่องจากปัจจุบัน ลูกค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปต่างก็มองหาโรงงานที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีของ CPL เนื่องจากบริษัทฯ เพิ่งได้รับประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 รวมถึงประกาศนียบัตรมาตรฐาน "เหรียญทอง" จากองค์กร Leather Working Group (LWG) ประเทศอังกฤษ ที่ให้การรับรองระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมการผลิตหนังฟอก กับส่วนการผลิตของบริษัทฯ ทั้ง 3 หน่วยผลิต ตอกย้ำแนวทางการทำธุรกิจด้านการผลิตหนังสำเร็จรูป และธุรกิจฟอกหนังตามมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ CPL เป็นหนึ่งในผู้ผลิตหนังวัวฟอกสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของแบรนด์ชั้นนำของโลก อาทิเช่น อาดิดาส (ADIDAS), ทิมเบอร์แลนด์ (TIMBERLAND), พูม่า (PUMA) และอื่นๆ ที่สั่งซื้อเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตรองเท้ากีฬา และรองเท้าลำลอง โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และอินเดีย รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เป็นฐานการผลิตรองเท้าแบรนด์ชั้นนำ