EPG เผยผลการดำเนินงานปีบัญชี 68/69 (เม.ย.68 - มี.ค.69) เดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ หนุนกำไรเติบโต 62%

เตรียมเสนอจ่ายเงินปันผล 13 สตางค์ต่อหุ้น ในการประชุมผู้ถือหุ้น 23 ก.ค.69

Thursday 28 May 2026 10:49
EPG เผยผลการดำเนินงานปีบัญชี 68/69 (เม.ย.68 - มี.ค.69) เดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ หนุนกำไรเติบโต 62%

ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 68/69 (เม.ย.68 -มี.ค.69) บริษัทมียอดขาย 13,508 ล้านบาท ลดลง จากปีก่อน 2% และมีกำไรสุทธิ 1,312 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 17% สำหรับผลการดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจ มีดังนี้

ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มียอดขายในปีบัญชี 68/69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าฉนวนที่ยังเติบโตทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มระบบ HVAC และ Air Ducting System รวมถึงความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและ Data Center

สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา ยอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าฉนวนเกรดพรีเมียม รวมถึงสินค้ากลุ่ม Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าโครงการในอุตสาหกรรม Semiconductor/ Cloud/ Data Center และยานยนต์ ซึ่งยังคงมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งกระแส Reshoring ในสหรัฐอเมริกายังเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและความต้องการใช้งานสินค้าฉนวนในระยะยาว ขณะที่ตลาดภายในประเทศ ยอดขายของแอร์โรเฟลกซ์ ลดลงเล็กน้อย สะท้อนภาวะที่ภาคเอกชนยังคงระมัดระวังการลงทุน อย่างไรก็ตาม บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในบางกลุ่มอุตสาหกรรม และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มความต้องการสินค้าฉนวนในประเทศจากโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและอาคารเชิงพาณิชย์ในระยะถัดไป

ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas มียอดขายปรับตัวลดลง 10% จากปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มที่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย สำหรับการผลิตและจำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้า OEM ของแอร์โรคลาส ยังคงได้รับแรงกดดันจากภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เดินหน้าปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป

ด้านตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียและยุโรป ยังคงได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์

สำหรับธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย บริษัทได้ดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องใน Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd. ซึ่งเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ 4 Way Suspension Products Pty., Ltd. มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากความต้องการสินค้าใหม่ทั้งในประเทศออสเตรเลียและตลาดต่างประเทศ

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP มียอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน แม้ยังเผชิญภาวะการแข่งขันที่สูง อย่างไรก็ตาม บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด ยังคงได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง จากจุดแข็งด้านมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น มอก./ GMP/ HACCP และ BRC ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและรองรับความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม

บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตในหลายประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนเฉลี่ยได้อย่างเหมาะสม แม้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการ Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีวัตถุดิบเพียงพอรองรับการผลิตและการขายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ปรับตัวลดลง 4% จากปีก่อน เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างองค์กรและเสริมวินัยด้านต้นทุน อีกทั้งบริหารเงินทุนหมุนเวียนและกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทมีผลขาดทุนทางเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 95 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากรายการลูกหนี้การค้าของ บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด ซึ่งจำหน่ายวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตสินค้าให้แก่ธุรกิจร่วมทุนในแอฟริกาใต้ ทั้งนี้ธุรกิจร่วมทุนในแอฟริกาใต้ได้รับผลกระทบชั่วคราวในระยะสั้น เนื่องจากการหยุดสายการผลิตของลูกค้ารายสำคัญเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรุ่นใหม่ โดยกลับมาผลิตอีกครั้งในเดือนเมษายน 2569

ในปีบัญชีนี้บริษัทได้รับผลกระทบเชิงบวกจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 15 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจำนวน 74 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวน 89 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าจำนวน 327 ล้านบาท ซึ่งมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น และธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ

ดร.เฉลียว กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 364 ล้านบาท โดยกำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 และหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ บริษัทจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.07 บาท เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 และหากรวมกันเงินปันผลในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Payout Ratio) ที่ 42.6%

บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ภายใต้นโยบาย "USE" เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว