สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย เมย์แบงก์ประเมินว่ายังคงมีความเปราะบางซ่อนอยู่ แม้จะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุน ทว่าการฟื้นตัวกลับกระจุกตัวและยังไม่แผ่ขยายในวงกว้าง โดยคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.1% ซึ่งอาศัยมาตรการกระตุ้นทางการคลังเป็นฟันเฟืองหลักในการพยุงผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ส่วนปี 2570 คาดว่า GDP จะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 2.7% ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องจับตา ทั้งการชะลอตัวของการส่งออกกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังในระยะยาว
ในมิติของมูลค่าตลาด (Valuation) ปัจจุบัน SET Index ซื้อขายกันที่ระดับ P/E 16.3 เท่า ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนเทียบกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap: EYG) แคบลงมาอยู่ที่ 3.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 4.4% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าเสน่ห์ของหุ้นไทยลดทอนลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีต ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในปี 2570 จะเติบโตเพียง 6% ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 11% ในปี 2569
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเติบโตของกำไรในช่วงที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งของอิหร่าน ดังนั้น หากสงครามยุติลงตามสมมติฐาน ปัจจัยนี้จะพลิกกลับมาเป็นแรงกดดันต่อการถูกปรับลดประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ลากยาวไปจนถึงปี 2570
เมย์แบงก์จึงประเมินกลยุทธ์ที่เหมาะสมในเวลานี้ คือการสลับกลุ่มลงทุน โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักในกลุ่มที่ราคาแรลลี่ขึ้นมาทะลุเพดาน เช่น นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ไอที และโทรคมนาคม แล้วโยกเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่ม "Post-War Plays" อย่าง ท่องเที่ยว โรงพยาบาล สินเชื่อรายย่อย และสาธารณูปโภค ซึ่งราคาหุ้นร่วงลงลึกเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก โดยมีหุ้นเด่นที่มีโอกาสฟื้นตัวหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยุติลง ได้แก่ AOT, BA, ERW, BH, CHG, TIDLOR และ GPSC