จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนในปัจจุบัน ประกอบกับการที่รัฐบาลไทยได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่รวมถึง "ระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)" และการเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้การลดคาร์บอนและการประหยัดพลังงานกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อความอยู่รอดและความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งใช้พลังงานสูงถึงประมาณ 40% ของการใช้พลังงานในประเทศไทย ภายในงานสัมมนาครั้งนี้ได้มีการรายงานผลการสำรวจด้านการประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งมีการนำเสนอโซลูชันที่เป็นรูปธรรมจากบริษัทและสตาร์ทอัพชั้นนำของทั้งไทยและญี่ปุ่น อาทิ อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย), ซีโร่บอร์ด (Zeroboard), มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรี่ส์ และ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่นกำลังก้าวสู่ยุคแห่งการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาระดับโลกอย่างแท้จริง
ผศ.ดร.ยาสุมาสา โมริ ได้แสดงทัศนะต่อแนวโน้มดังกล่าวว่า "ในอดีต ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างในแนวตั้งที่อุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันเราเริ่มได้เห็นความร่วมมือในแนวราบและการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) ระหว่างสตาร์ทอัพและบริษัทเกิดใหม่ของทั้งสองประเทศ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ท้าทายร่วมกันอย่างการลดคาร์บอนและการประหยัดพลังงาน ความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนบุคลากรในลักษณะนี้ กำลังสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่จะมีส่วนช่วยต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล"
จากการที่ได้เข้าศึกษาดูงานและเห็นกรณีตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นในสัมมนาครั้งนี้ ผศ.ดร.โมริ มีความเชื่อมั่นว่า เมื่อความร่วมมือเปลี่ยนผ่านไปสู่การร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยีขั้นสูงและการพัฒนาธุรกิจใหม่ บทบาทของบุคลากรชาวไทยที่มีทักษะภาษาญี่ปุ่นจึงต้องปรับเปลี่ยนตามให้ทันความต้องการของตลาด โดยสิ่งที่เป็นสิ่งจำเป็นและจะกลายเป็นกระแสหลักนับจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ล่ามที่ทำหน้าที่แปลภาษาในส่วนงานทั่วไปเท่านั้น แต่ต้องเป็น 'บุคลากรภาษาญี่ปุ่นที่ขับเคลื่อนและปฏิบัติงานทางธุรกิจได้จริง (Business-Execution Japanese Talent)' ซึ่งหมายถึงผู้ที่สามารถเข้าใจบริบทเฉพาะทางที่ซับซ้อน เช่น ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม หรือการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (DX) อีกทั้งยังสามารถเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายเพื่อร่วมสร้างสรรค์โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้
ด้วยเหตุนี้ สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ (JBC) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จึงมีแนวทางที่จะนำข้อมูลและกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากสัมมนาในครั้งนี้ มาปรับใช้ในการส่งเสริมและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อมุ่งเน้นการสร้างบุคลากรภาษาญี่ปุ่นในระดับปฏิบัติการธุรกิจที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมโลกและความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตต่อไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร โดยสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มุ่งจัดการเรียนการสอนด้านภาษาในเชิงปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสารและทักษะที่พร้อมประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงในโลกธุรกิจปัจจุบัน
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม:เว็บไซต์: https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/category/language-bank-jbc/เฟซบุ๊กสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ (SPU-Japanese): https://www.facebook.com/spu.japanese