ธนาคารเอชเอสบีซีคาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมที่จะมีขึ้นวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นี้ และอาจคงไว้ต่อเนื่องตลอดปี 2569 และ 2570 เหตุจากแนวโน้มการเติบโตที่ยังเปราะบางและผันผวน
เรามองว่านโยบายการคลังจำเป็นต้องเข้มงวดขึ้นในปี 2570 เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้อยู่ต่ำกว่ากรอบเพดานวินัยการเงินการคลังโดยสมัครใจที่ภาครัฐกำหนดไว้ที่ 70% อย่างไรก็ดี การรัดเข็มขัดทางการคลังดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะจำกัดศักยภาพการเติบโตของไทย ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็มีความท้าทายเช่นกัน เนื่องจากภาคธุรกิจพบว่าเป็นการยากที่จะผลักภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของธุรกิจถูกบีบตัวลดลง เมื่อส่วนต่างกำไรตึงตัว บริษัทอาจไม่มีแรงจูงใจที่จะขยายการดำเนินงานหรือลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ในปี 2570
ข้อเท็จจริงที่ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนดัชนีราคาผู้ผลิตของ PMI (Purchasing Managers Index) มีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าดัชนีราคาผลผลิต (Output Price Index) สะท้อนว่าบริษัทต่าง ๆ กำลังแบกรับผลกระทบจากแรงกระแทกของราคาพลังงานเป็นส่วนใหญ่
แนวโน้มนี้พบได้มากในกลุ่ม SME และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูงโดยตรง ซึ่งกลุ่มดังกล่าวรวมถึงภาคครัวเรือนต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำจากภาวะสินเชื่อตึงตัวและสภาพคล่องที่จำกัด
ที่สำคัญ ธุรกิจจำนวนมากขึ้นเริ่มมีความกังวลถึงผลการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคต โดยความเชื่อมั่นต่อผลการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคตลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) ช่วงปี 2550-2551 (ไม่นับรวมถึงช่วงการระบาดของโควิด-19)
ด้วยความตระหนักว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจนำไปสู่การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนในระยะใกล้ ส่งผลให้ ธปท. มีแนวโน้มที่จะคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แม้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกประการหนึ่งของเศรษฐกิจไทย คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ทำได้ดีกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยพยุงไม่ให้การลงทุนในไทยชะลอตัวลงมากนัก
ในปี 2568 มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่ประเทศมูลค่า 612,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.2% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2556 เมื่อเปรียบเทียบในสัดส่วนต่อ GDP และยอดอนุมัติ FDI ในปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแนวโน้มนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่องมาจนถึงปี 2569 นี้