ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเข้ามาสนับสนุนการจัดการขยะอย่างจริงจัง ภายใต้ "โครงการนำร่องระบบการจัดการขยะและการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี" โดยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการขยะสู่ระบบดิจิทัลในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสก และโรงเรียนบ้านห้วยกวางจริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การจัดการขยะในชุมชนและสถานศึกษามีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
เสียงจากสถานศึกษาต้นแบบ: มาตรการโรงเรียนปลอดขยะ
โรงเรียนป่าเด็งวิทยา เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาขยะทั้งภายในโรงเรียนและเขตรอบนอก นางจันทร์พร ผาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าเด็งวิทยา ได้กล่าวถึงมาตรการและแผนการดำเนินงานของโรงเรียนว่า "โรงเรียนป่าเด็งวิทยาได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้เรียนตามหลัก 3Rs คือ Reduce ลดการใช้ Reuse ใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยแก้ปัญหาจากต้นทาง รณรงค์ให้ครูและนักเรียนลดใช้โฟมและใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ส่งเสริมให้ห่อข้าวใส่กล่องข้าวหรือพกปิ่นโตและขวดน้ำมาเองเพื่อลดปริมาณขยะ มีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่ ขยะอินทรีย์ที่เป็นเศษอาหารนำไปรวมกับเศษใบไม้แห้งและมูลสัตว์ เพื่อทำปุ๋ยหมักและใส่บ่อแก๊สซีวภาพ ขยะรีไซเคิลนำเข้าสู่ระบบธนาคารขยะและขยะแลกแต้มเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้มีการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปอย่างถุงขนม นำไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเหลือใช้ ส่วนขยะอันตรายจะประสานงานกับอบต. เพื่อส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี ส่วนขยะที่เหลือจะนำไปเผาในเตาเผา ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและทำให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน"
แม้โรงเรียนจะเล็งเห็นถึงปัญหาการจัดการขยะทั้ง 4 ประเภท แต่การเผาขยะยังคงสร้างมลพิษและควัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียนจึงได้หารือร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเตาเผาที่สามารถลดมลพิษและลดปริมาณควันจากการเผาขยะ ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำบ่อแก๊สชีวภาพบอลลูนเพื่อรองรับขยะเศษอาหารจากโรงอาหารและจากครู นักเรียนที่พักในหอพัก โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็งในการติดตั้งเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพดังกล่าว ซึ่งแก๊สที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้สำหรับการหุงต้มในหอพักนักเรียน
หลังจากที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการของโรงเรียน จนทำให้โรงเรียนป่าเด็งวิทยากลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน นอกจากการสนับสนุนการคัดแยกขยะต้นทางผ่านกิจกรรมของนักเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้บูรณาการเนื้อหาการจัดการขยะเข้าไปในรายวิชาต่าง ๆ พร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะด้าน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องการแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้กับครอบครัวและชุมชน จนเกิดแรงกระเพื่อมในระดับครัวเรือนที่ตระหนักถึงการคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเผาให้น้อยที่สุด
พลังสนับสนุนจากภาคประชาสังคม สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ระบุถึงแนวคิดการทำงานและเป้าหมายของโครงการว่า "มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste - Zero Landfill ร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากควันไฟในการเผาขยะแบบเปิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กนักเรียนและคนในชุมชน เราสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กนักเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการลดปริมาณขยะ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ถังหมักบ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว และที่สำคัญคือการสนับสนุนนวัตกรรมเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษให้กับหมู่บ้านและสถานศึกษา รวมถึงจับมือกับพันธมิตรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อยกระดับสู่ระบบที่สามารถติดตามข้อมูลด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล และยังต่อยอดการเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ อยากเห็นเด็ก ๆ มีความตระหนัก และอยากให้ทุกคน รวมถึงสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ด้วยการกำจัดขยะ ลดปริมาณขยะ ซึ่งการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงมีแผนขยายโมเดลการทำงานลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรายละเอียดของการดำเนินการอาจจะต่างไปจากพื้นที่ป่าเด็ง แต่รูปแบบจะยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน"
ปราชญ์ชาวบ้านและนวัตกรรมท้องถิ่น: เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ
ภาคชุมชนเองก็มีการตื่นตัวและจัดการขยะควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ โดยนายโกศล แสงทอง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง และปราชญ์เกษตร ผู้คิดค้นและทำวิจัยเกี่ยวกับเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า "พื้นที่ป่าเด็งติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ห้ามเผาขยะแบบเปิดในที่โล่ง ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายร่วมใจตามรอยพ่อ อบต.ป่าเด็ง จึงได้ศึกษาวิจัยและจดอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดปริมาณควันและฝุ่นละอองที่จะปล่อยสู่อากาศ โดยจะปล่อยมลพิษ 8-10 ppm จากปกติ 1,400 ppm หากชุมชนมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปที่ส่งมาเผาในเตาจะเหลือเศษขี้เถ้าเพียง 3% เท่านั้น อบต. จึงร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการคัดแยกขยะก่อนเผา เพื่อนำขยะบางประเภท เช่น พลาสติก มาสกัดเป็นน้ำมันตามขบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) และนำไปใช้กับเครื่องยนต์บางชนิด เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ"
เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่
นางสาวหัสถญา อัคนียาน ตัวแทนประชาชนจากชุมชนป่าเด็ง ได้เล่าถึงการขับเคลื่อนระดับครัวเรือนว่า "หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณ 60 ครอบครัว ตอนนี้ทุกคนมีความตื่นตัวในเรื่องขยะกันมาก ทางอบต. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการเผาขยะ โดยชาวบ้านจะแยกขยะที่ขายได้ออกมา ส่วนขยะอื่น ๆ จะนำมาเผา ตอนที่ยังไม่มีเตาเผาแต่ละบ้านจะเผาขยะกันเองควันมลพิษก็จะเยอะ แต่เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาทำเตาเผาให้ ควันที่เกิดตอนเผาขยะก็ลดน้อยลงมาก ทุกคนก็จะรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้วของบ้านตนเองมาเผาที่เตาเผานี้ ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็นำมาขุดหลุมฝัง ซึ่งตั้งแต่มีการคัดแยกขยะ และมีเตาเผาสำหรับเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยกแล้ว ทำให้ชุมชนสะอาด มองแล้วสบายตามากขึ้น"
ก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืนบนฐานข้อมูลที่จับต้องได้
ความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนป่าเด็งในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดของหมู่บ้านหรือการมีเตาเผาขยะชีวมวลที่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศการจัดการขยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากนี้ไป พื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และยกระดับการจัดการข้อมูลขยะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการคาดเดาไปสู่การใช้ฐานข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำจัดขยะปลายทาง
การเดินทางของ "ป่าเด็งโมเดล" ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บขยะให้พ้นสายตาในพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตาม "คาร์บอนฟุตพริ้นท์" ที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ในระดับสากล ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ชุมชนจะตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกและต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน แต่ด้วยนวัตกรรมท้องถิ่น การสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และหัวใจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ก็สามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มอบสิ่งแวดล้อมที่ดีและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เด็กและเยาวชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้อย่างแท้จริง
ร่วมสนับสนุนโครงการดี ๆ กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้ที่
www.worldvision.or.th