- กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.3%YOY (จาก 1.5%YOY) แต่มองว่ายังโตต่ำและไม่ทั่วถึง
- SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้
กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 7:0 โดยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง สินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่ำ สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงในปี 2027 หลังปัจจัยกดดันด้านอุปทาน ทั้งราคาพลังงาน และราคาอาหารสดทยอยคลี่คลาย มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น การเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนเปราะบาง
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการประเมินในการประชุมครั้งก่อน
- กนง. ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.3%YOY จากเดิม 1.5%YOY (กรณีไม่รวมมาตรการภาครัฐ) และ 2.0%YOY (กรณีรวมมาตรการภาครัฐ) โดยมีที่มาจาก
- แรงส่งการส่งออกและการลงทุนตาม Tech & AI Cycle ดีกว่าคาด โดยเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยี และการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล
- ผลกระทบจากสงครามน้อยกว่าคาด โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวโดยการกระจายแหล่งนำเข้า-เส้นทางขนส่งวัตถุดิบ ขณะที่ภาครัฐช่วยอุดหนุนบรรเทาต้นทุนพลังงาน
- มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท
- กนง. ยังมองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2026 และ 2027 ต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่กำลังซื้อถูกกดดันจากค่าครองชีพสูง ขณะที่รายได้ชะลอลง และภาคธุรกิจ SMEs ที่ปรับตัวด้านต้นทุนได้ยากและเข้าถึงสินเชื่อได้จำกัด
- กนง. ประเมินดุลบัญชีเดินสะพัดไทยทั้งปี 2026 ปรับแย่ลงเป็นระดับสมดุล (0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ประเมินไว้ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมองว่าในช่วงไตรมาส 2 จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากปัจจัยชั่วคราว ทั้งราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมาก และปัจจัยฤดูกาลส่งกลับกำไรของบริษัทข้ามชาติ แต่ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับดีขึ้นกลับมาเกินดุลได้ในช่วงครึ่งปีหลังและปี 2027
เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่จะทยอยลดลงเข้ากรอบในปีหน้า
- กนง. ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเล็กน้อย ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 2.8% (เดิม 2.9%) ส่วนอัตราเงินเฟ้อในแต่ละเดือนจะทยอยปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายชั่วคราวจากระดับในเดือนพฤษภาคมที่ 2.8% ไปแตะระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 4.5% ในช่วงไตรมาส 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ และราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากผลกระทบของ Super El Nino ในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้เงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงมาอยู่ในกรอบได้ในปี 2027 โดย กนง. ประเมินเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2027 ไว้ที่ 1.4% (เดิม 1.5%)
- เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าและลดลงเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า ส่งผลให้การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการโดยรวมทำได้จำกัดมากกว่า นอกจากนี้ เงินเฟ้อภาคบริการไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งจากการต่อรองค่าจ้างแรงงานในภาคบริการที่ทำได้ไม่มากเท่าบางประเทศ
- เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทต้นทุนสูงที่อาจเกิดได้มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าคาด
กนง. มองดอกเบี้ยที่ 1% เหมาะสมในการดูแลเงินเฟ้อ ควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจ
- กนง. มองว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยง แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการประชุมรอบก่อน อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยังเหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ และยังสามารถประคองเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง
- ไทยยังสามารถคงดอกเบี้ยในระดับต่ำได้ แม้ตลาดการเงินโลกคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักจะปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง แต่เงินบาทที่อ่อนค่านี้อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก โดยเฉพาะ ธุรกิจส่งออกขนาดเล็ก หรือการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนเกินไป
- กนง. พร้อมทบทวนทิศทางนโยบายการเงิน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อจะติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น และการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อคาดการณ์
ระยะปานกลาง ขณะที่สถานการณ์ภาวะการเงินตึงตัวจะติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs
และครัวเรือนเปราะบาง
IMPLICATIONS
SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้
- กนง. จะสามารถคงดอกเบี้ยได้ แม้ตลาดการเงินโลกมองดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากปัจจัยวัฏจักรและโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยต่างจากประเทศอื่น
- เงินเฟ้อไทยส่วนมากมีที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันโลก และปัจจัยอุปทาน เช่น ราคาอาหารสด หากแรงกดดันทั้งสองปัจจัยนี้ทยอยหมดลง เงินเฟ้อไทยก็มีแนวโน้มลดลงได้ โอกาสที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ระดับสูงนานค่อนข้างต่ำ
- ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง สามารถเข้าดูแลค่าเงินบาทลดความผันผวนได้หากเกิดสถานการณ์เงินทุนไหลออกสูงเช่นในบางประเทศ อีกทั้ง เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่ามากตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงคราม ส่วนหนึ่งจากปัจจัยเฉพาะ เช่น การค้าทองคำ ทำให้บาทแข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้น บาทปรับอ่อนค่าลงมาใกล้เคียงช่วงต้นปี 2025 ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่ายังเป็นระดับปกติ เทียบกับช่วงปี 2022 ที่บาทอ่อนค่ามากแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยลดการอ่อนค่าของค่าเงินหากเกิดกรณีเงินทุนไหลออกสูง
- เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำเทียบประเทศในภูมิภาค แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์จึงยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ นโยบายการเงินยังต้องให้น้ำหนักกับการประคองเศรษฐกิจ แตกต่างจากบางประเทศเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี
หากมองในมุม Policy Mix นโยบายการเงินในปัจจุบันมีบทบาทช่วยประคองมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ตลาดการเงินโลกยังผันผวน นโยบายการคลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการบรรเทาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะเป็นเครื่องมือหลักในการลดความตึงตัวของภาวะการเงิน ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และการสนับสนุนให้ธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อ
SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้ สำหรับปีหน้า หากเงินเฟ้อปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และผลกระตุ้นเศรษฐกิจของนโยบายการคลังหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเปราะบาง ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ประสบปัญหาในการชำระหนี้ต่อเนื่อง SCB EIC มองว่า กนง. อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้บ้าง
บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-240626