กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.00% คาด กนง. คงดอกเบี้ยระดับเดิมต่อไปใน 2H69

Key Highlights:

Friday 26 June 2026 11:21
กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.00% คาด กนง. คงดอกเบี้ยระดับเดิมต่อไปใน 2H69
  • กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ จากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ผลของมาตรการภาครัฐและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มดีขึ้น คาดการณ์ GDP ปี 69 และ 70 อยู่ที่ 2.3% และ 1.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปี 69 และ 70 อยู่ที่ 2.8% และ 1.4% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งกลับมารุนแรงและยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่ประเมินไว้
  • Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ทั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะต้องติดตาม ได้แก่ 1)ผลกระทบจากค่าครองชีพที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อครัวเรือนที่เปราะบาง และ 2) ความต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชนในกลุ่ม Technology ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องของภาค
    การส่งออกไทยและสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเศรษฐกิจขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มสูงขึ้นน้อยกว่าการประชุมครั้งก่อน

กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 3/2569 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  • กนง. มองเศรษฐกิจระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยปรับประมาณการณ์ปี 69 สูงขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.3% แนวโน้มเศรษฐกิจมีแรงส่งที่ดีกว่าคาด จากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งไทยได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกโดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI และ data center ที่เติบโตสูงขึ้น ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกลางมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี กนง. คาดว่าเศรษฐกิจในภาพรวมยังเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคธุรกิจ SMEs ที่ปรับตัวได้จำกัด และผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นบั่นทอนกำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง
  • ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นกว่ากรอบเป้าหมาย แต่จุดสูงสุดต่ำกว่าการประเมินครั้งก่อนที่อยู่ที่ราว 5% ตามการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงาน หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย โดยปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 69 ลงมาอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
  • ทั้งนี้ กนง. มองว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงค้างเป็นเวลานานมีจำกัด ผลกระทบด้านพลังงานทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นในระยะถัดไปจะเริ่มทยอยส่งผ่านไปยังหมวดสินค้าและบริการ โดย กนง.ประเมินว่าความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานมีจำกัด และจะกลับเข้ากรอบได้ในต้นปี 70 อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยด้านภูมิอากาศ ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นได้ในระยะถัดไป

Implication:

  • Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยระยะข้างหน้ามีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่
  • ผลกระทบจากค่าครองชีพที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อครัวเรือนที่เปราะบาง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานทยอยปรับตัวลงแต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยยังต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคต่อไปในระยะข้างหน้า โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 69 พบว่าไทยและประเทศในภูมิภาคส่วนใหญ่มีสัดส่วนราคาผู้ผลิตต่อราคาผู้บริโภค (PPI/CPI) เพิ่มขึ้นจากต้นปี สะท้อนถึงโอกาสที่ต้นทุนการผลิตซึ่งปรับสูงขึ้นกำลังถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ทั้งนี้สัดส่วนดังกล่าวของไทยปรับสูงขึ้นในรูปแบบเดียวกัน อยู่ในระดับใกล้เคียงช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
  • ความต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน หลังมีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามการลงทุนในกลุ่ม Technology เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมิน ส่วนหนึ่งจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่ม Digital ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนใน Data center ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 69 ไทยมีการนำเข้าสินค้าในกลุ่ม Digital แตะระดับ 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับยอดการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในกลุ่ม Digital ที่มีมูลค่า 553.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 68 และในไตรมาส 1 ปี 69 ยอดการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI รวมอยู่ที่ 209.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 84.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มองไปข้างหน้า ทิศทางการเติบโตของกลุ่ม Technology ตามกระแสโลกจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องของภาคการส่งออกไทยอันเป็นกำลังหลักสำหรับสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน