นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โครงการ CAPFISH (Capacity-Building Project to Progress the Implementation of International Instruments to Combat IUU Fishing) เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรแบบบูรณาการ (Transdisciplinary Project) ที่ขับเคลื่อนโดยมหาวิทยาลัยการเดินเรือโลก (World Maritime University : WMU) เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามมาตรการระหว่างประเทศในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) โดยโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้วในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน หมู่เกาะแปซิฟิก และแอฟริกาตะวันตก ก่อนหมุนเวียนมาจัดการฝึกอบรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก และการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรม "CAPFISH Summer Academy for Southeast Asia (Phase 2)" ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานสากล รวมทั้งความพร้อมในการเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการบริหารจัดการประมง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการป้องกันและขจัดการทำประมง IUU ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน
การฝึกอบรมครั้งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพข้าราชการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและระดับชำนาญการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการประมงของแต่ละประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน จากหน่วยงานด้านการประมงและความมั่นคงทางทะเลของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กรมประมง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กระทรวงแรงงาน ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) คณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) รวมถึงหน่วยงานประมงและหน่วยยามฝั่งจากประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา และติมอร์-เลสเต ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการรับมือกับปัญหาการทำประมง IUU ที่เป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค
หลักสูตรการฝึกอบรมครอบคลุมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การประมง กฎหมายระหว่างประเทศ การกำกับดูแลและธรรมาภิบาลภาครัฐ ความปลอดภัยและสภาพแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากมหาวิทยาลัยการเดินเรือโลก (WMU) กระทรวงมหาสมุทรและการประมงแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MOF) สถาบันการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KMI) ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) และ องค์กรเฝ้าระวังการประมงโลก (Global Fishing Watch) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินงานในระดับสากล นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานระบบบริหารจัดการประมงของประเทศไทย ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) จังหวัดสมุทรสาคร และศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (Fisheries Monitoring Center : FMC) ของกรมประมง เพื่อเรียนรู้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบการทำประมง พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารจัดการประมงร่วมกับประเทศสมาชิก อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันและขจัดการทำประมง IUU ในระดับภูมิภาค
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า "การประมงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความโปร่งใส ความร่วมมือ และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร กรมประมงเชื่อมั่นว่าโครงการ CAPFISH Summer Academy จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือของภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมปกป้องทรัพยากรทางทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับการบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการประมงไทยภายใต้แนวคิด Blue Transformation โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการประมงไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ ยังสอดรับกับแนวคิด Fisheries Connect for Sustainability ของกรมประมง ที่มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และเครือข่ายประมงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนยกระดับการบริหารจัดการประมงอย่างบูรณาการ อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาภาคการประมงไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว"
การที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภูมิภาคในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการป้องกันและขจัดการทำประมง IUU ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับการพัฒนาภาคการประมงของภูมิภาคให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป