ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เปิดเผยว่า การยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในทุกมิติ จำเป็นต้องลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การไม่รู้หนังสือ" ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานที่สำคัญของการต่อยอดการเรียนรู้ ทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดความท้อถอยต่อการเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษา ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือ 4.1 แสนคน จากเดิมที่เคยสูงสุดปีละกว่า 1 ล้านคน และโครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง จึงส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโอกาสในการพัฒนาประเทศ
ดังนั้น สมศ. จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) เพื่อสร้างกระบวนการสะสม "ต้นทุนทางปัญญา" (Cognitive Capital) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น นำผลประเมินการศึกษาภายนอกที่ได้รับมาจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ไปปรับใช้ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ
ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษา สมศ. พบว่า สถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนของเด็กชาติพันธุ์ ยังประสบปัญหาการอ่านออกเขียนได้อยู่เป็นจำนวนมาก สมศ. จึงได้พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดเด่นและศักยภาพเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีจุดแข็งด้านความเข้าใจบริบทและภูมิสังคมของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
"สมศ. ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาขับเคลื่อนผ่านโมเดล "Smart Local Literacy (SLC)" หรือ การเรียนรู้บนฐานรากของชุมชน โดยการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยพัฒนา