ไทยทำได้! มจธ.จับมือ 3 โรงพยาบาล ใช้ AI-3D Printing สร้างอุปกรณ์แพทย์เฉพาะบุคคล ลดความเสี่ยงการรักษา เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไทย

สำหรับผู้ป่วยบางราย การรออุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลจากต่างประเทศนานถึง 2 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4-5 แสนบาท ไม่ได้เป็นเพียงภาระด้านค่าใช้จ่าย แต่คือความเสี่ยงต่อการรักษาและชีวิต โดยเฉพาะเคสซับซ้อนอย่างหลอดเลือด กระดูกสันหลัง ขากรรไกร หรืออวัยวะที่ต้องบูรณะหลังผ่าตัด ซึ่งความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่มิลลิเมตรอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ช่องว่างนี้ทำให้ มจธ. โรงพยาบาลรามาธิบดี และเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมพัฒนา Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox ใช้ AI และ 3D Printing ออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลฝีมือคนไทย เพื่อลดเวลารอ ลดต้นทุน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่แม่นยำ ทันเวลา และเหมาะกับร่างกายของตนเองมากขึ้น

Tuesday 11 August 2026 11:30
ไทยทำได้! มจธ.จับมือ 3 โรงพยาบาล ใช้ AI-3D Printing สร้างอุปกรณ์แพทย์เฉพาะบุคคล ลดความเสี่ยงการรักษา เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไทย

รศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มจธ. และผู้ร่วมขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Osscentric กล่าวว่า หัวใจของ Sandbox ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ แต่คือการสร้าง "ระบบกลาง" ที่ทำให้แพทย์ วิศวกร นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกันบนโจทย์จริงของผู้ป่วย ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ การวางแผนผ่าตัดแบบดิจิทัล การออกแบบอุปกรณ์เฉพาะบุคคล การผลิตด้วย 3D Printing ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผลลัพธ์ เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานและขยายผลสู่ระบบบริการสุขภาพในอนาคต

"แพทย์เห็นโจทย์จากห้องผ่าตัด ส่วนวิศวกรนำความรู้ด้าน AI, 3D Printing และการจำลองภาพสามมิติจาก CT Scan หรือ X-ray มาช่วยออกแบบอุปกรณ์ ชิ้นส่วนทดแทน หรือเครื่องมือนำทางการผ่าตัดให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่สร้างชิ้นงานให้ดูทันสมัย แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่แพทย์ใช้ได้จริง ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เหมาะกับร่างกายของตัวเองมากขึ้น" รศ.ดร.พชรพิชญ์ กล่าว

หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง ซึ่ง ผศ.นพ.เชาวนันท์ พรวรากรณ์ ศัลยแพทย์ศัลยศาสตร์หลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า โรคนี้เป็นเหมือน "เพชฌฆาตเงียบ" เพราะไม่มีสัญญาณเตือน แต่หากหลอดเลือดแตกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การรักษาด้วยหลอดเลือดเทียมจึงต้องใช้ความแม่นยำสูง เพราะอุปกรณ์ต้องมีขนาดและรูปทรงพอดีกับหลอดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย ทีมแพทย์จึงร่วมกับ OsseoLabs และ มจธ. พัฒนาแนวทางออกแบบหลอดเลือดเทียมเฉพาะบุคคล เพื่อลดการรออุปกรณ์จากต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น โดยปัจจุบันมีการพัฒนาอุปกรณ์มาแล้วหลายเวอร์ชัน เก็บข้อมูลผู้ป่วย 16 เคส และมีอัตราความสำเร็จประมาณ 94%

"เมื่อก่อนผู้ป่วยบางรายอาจต้องรออุปกรณ์จากต่างประเทศนานถึง 2 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูง บางเคสอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนบาท เพราะหลอดเลือดเทียมต้องออกแบบให้พอดีกับร่างกายของแต่ละคน แต่เมื่อเราสามารถใช้ข้อมูลของผู้ป่วยมาคำนวณ ออกแบบ และเตรียมอุปกรณ์ได้เองในประเทศ ก็ช่วยลดเวลารอ ลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้โรงพยาบาลมีโอกาสนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้รักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น" ผศ. นพ.เชาวนนท์ กล่าว

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI และ 3D Printing ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยผ่าตัดรักษาภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาท ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสังคมสูงวัย พ.ท.ผศ.นพ.สุทธิพัฒน์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมบางรายภายหลังจากการผ่าตัดลดการกดทับเส้นประสาทแล้ว จำเป็นต้องใส่สกรู (pedicle screw) ยึดกระดูกสันหลัง ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง เพราะเป็นตำแหน่งที่ซับซ้อนและอยู่ใกล้เส้นประสาทสำคัญ เทคโนโลยี AI และ 3D Printing จึงช่วยตั้งแต่การวางแผนผ่าตัดผ่านระบบปฏิบัติการภาพเสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ (virtual surgical planning) การสร้างแบบจำลองกระดูกสันหลัง (3D printing model) ไปจนถึงการออกแบบเครื่องมือนำวิถีในการยิงเพดิเคิลสกรู (3D-printed pedicle screw guide) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในแง่การอธิบายตัวโรคและวิธีการรักษาให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจรายละเอียดได้มากขึ้น

"เทคโนโลยี AI และ 3D Printing ไม่เพียงช่วยให้ศัลยแพทย์วางแผนการผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว หากเราสามารถพัฒนาและสร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล" พ.ท.ผศ.นพ.สุทธิพัฒน์ กล่าว

อีกหนึ่งกรณีคือการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร นพ.กิติพงศ์ แก้วพิชัย ศัลยแพทย์ศัลยศาสตร์ตกแต่ง โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า เทคโนโลยี 3D Planning ช่วยให้แพทย์จำลองแนวตัด ทดลองปรับมุม และออกแบบอุปกรณ์นำทางก่อนผ่าตัดจริง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องตัดกระดูกบริเวณกรามออกบางส่วน และนำกระดูกจากขามาสร้างทดแทนตำแหน่งเดิม ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ต้องการความแม่นยำสูง เพราะกระดูกขามีลักษณะเป็นแนวตรง ขณะที่กระดูกขากรรไกรของแต่ละคนมีรูปทรงโค้งแตกต่างกัน

"เมื่อเราออกแบบการผ่าตัดล่วงหน้าอย่างแม่นยำ แพทย์จะสามารถทำตามแนวไกด์ที่เตรียมไว้ในห้องผ่าตัด ทำให้ได้ชิ้นกระดูกที่พอดีกับตำแหน่งที่ต้องการ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยมีโครงหน้าที่ใกล้เคียงเดิมมากขึ้น รวมถึงสามารถฝังฟันเทียมในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้กลับมาเคี้ยวอาหารและใช้ชีวิตได้จริง" นพ.กิติพงศ์ กล่าว

รศ.ดร.พชรพิชญ์ ทิ้งท้ายว่า ความท้าทายของ MedTech ไทยไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้จริง ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ระบบเบิกจ่าย การทดสอบมาตรฐาน และการนำไปใช้ในโรงพยาบาลอย่างกว้างขวาง ดังนั้น การขับเคลื่อน Sandbox จึงไม่ใช่แค่การออกแบบอุปกรณ์เฉพาะบุคคลเป็นรายกรณี แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของนวัตกรรมการแพทย์ไทย ตั้งแต่การรับโจทย์จากห้องผ่าตัด การออกแบบ การผลิต การทดสอบมาตรฐาน การเก็บข้อมูลผลลัพธ์ ไปจนถึงการผลักดันให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่ระบบสิทธิการรักษา เพื่อไม่ให้นวัตกรรมหยุดอยู่แค่ต้นแบบ แต่สามารถขยายผลสู่การใช้งานจริงและเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยทุกคน

ความร่วมมือระหว่าง มจธ. โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี และเครือข่ายผู้พัฒนาเทคโนโลยี จึงเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ซื้อเทคโนโลยีการแพทย์" ไปสู่ "ผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์" ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดเวลารอรักษา และวางรากฐานสู่อุตสาหกรรม MedTech มูลค่าสูงของประเทศในอนาคต

ไทยทำได้! มจธ.จับมือ 3 โรงพยาบาล ใช้ AI-3D Printing สร้างอุปกรณ์แพทย์เฉพาะบุคคล ลดความเสี่ยงการรักษา เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไทย