นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจน้ำตาล กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานของกลุ่ม KTIS ในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569) ซึ่งมีรายได้รวม 6,244.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 จาก 6,039.3 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน พบว่า สายธุรกิจที่เติบโตสูงสุดคือธุรกิจเอทานอล ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 242.1 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการเติบโตทั้งด้านยอดขายและราคาขาย ขณะที่ธุรกิจเยื่อกระดาษจากชานอ้อยก็ยังคงมีทิศทางเติบโตที่ดี โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.7
สำหรับสายธุรกิจน้ำตาลทราย ซึ่งปีนี้มีปริมาณอ้อยและน้ำตาลทรายมากกว่าปีก่อน โดยมีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวม 3 โรงงานจำนวน 7.5 ล้านตัน มากกว่าปีก่อนที่ได้อ้อยรวม 6.4 ล้านตัน และผลิตเป็นน้ำตาลทรายได้ 8.3 ล้านกระสอบ สูงกว่าปีก่อนที่ได้น้ำตาลทราย 6.7 ล้านกระสอบ ส่งผลให้รายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายในไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7
"ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แม้ว่าจะจำหน่ายน้ำตาลทรายได้ปริมาณมากขึ้น แต่ราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน การเติบโตของรายได้สายธุรกิจน้ำตาลจึงไม่สูงเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกได้ปรับเพิ่มขึ้นมาจนแตะระดับสูงสุดในรอบปี จึงส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของกลุ่ม KTIS ในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้ และจะต่อเนื่องไปถึงปี 2570" นายสมชายกล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า ราคาน้ำตาลที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งในช่วงนี้ เนื่องจากความกังวลด้านอุปทานในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งมีความกังวลต่อผลผลิตอ้อยจากปริมาณฝนที่ลดลง ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาทิศทางการผลิตของบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยการเปลี่ยนสัดส่วนการใช้อ้อยระหว่างการผลิตน้ำตาลกับเอทานอลมีผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำตาลที่จะเข้าสู่ตลาดโลก ขณะที่ปัจจัยด้านราคาพลังงานยังมีส่วนต่อการตัดสินใจของโรงงานในการจัดสรรอ้อยไปผลิตเอทานอลหรือน้ำตาล
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากสภาพอากาศยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดให้น้ำหนัก โดยมีการประเมินว่าความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Ni?o) อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตอ้อยในประเทศผู้ผลิตหลายแห่ง และมีการปรับประมาณการผลผลิตอ้อยทั่วประเทศของไทยในฤดูการผลิตปี 2569/2570 ลงเหลือประมาณ 98 ล้านตัน จากปี 2568/2569 ที่มีอ้อย 105.9 ล้านตัน
"แม้ว่าอ้อยทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลงในปีหน้า แต่มั่นใจว่าอ้อยของกลุ่ม KTIS จะทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อน เพราะเรามีการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยออกไปมากขึ้น นอกจากนี้ ถึงแม้ปริมาณฝนจะไม่มากเท่าปีก่อน แต่ในพื้นที่ปลูกอ้อยของชาวไร่อ้อยกลุ่ม KTIS ก็ถือว่ายังไม่ถึงกับได้รับผลกระทบมากนัก สามารถบริหารจัดการได้ และเรายังมั่นใจด้วยว่า ปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) ของกลุ่ม KTIS ในปีหน้าจะดีขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณน้ำตาลทรายมากขึ้น เมื่อประกอบกับราคาน้ำตาลทรายที่ยังมีแนวโน้มจะยืนอยู่ได้ในระดับที่สูงกว่าราคาเฉลี่ยของปี 2569 ดังนั้น ผลประกอบการของสายธุรกิจน้ำตาลในปี 2570 จึงค่อนข้างสดใส" นายสมชายกล่าว
ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจน้ำตาล กลุ่ม KTIS ย้ำว่า เมื่อมองไปข้างหน้า สายธุรกิจต่างๆ ยังคงมีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่ดี ทั้งสายธุรกิจน้ำตาล ที่ยังรอการส่งมอบบางส่วนในราคาที่สูงขึ้น ธุรกิจเอทานอลที่ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ ที่กลับมาส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น เพื่อลดภาระการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ธุรกิจเยื่อกระดาษชานอ้อย ที่มีลูกค้าภาคธุรกิจที่มีการตั้งโรงงานผลิตภาชนะเยื่อกระดาษในประเทศเพิ่มขึ้น รวมไปถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้า ที่มีเชื้อเพลิงชีวมวลรองรับการผลิตไฟฟ้าได้ถึงสิ้นไตรมาสที่ 4 ของงบการเงินปี 2569 (สิ้นเดือนกันยายน)
"อย่างไรก็ตาม ในด้านของราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย เอทานอล หรือเยื่อกระดาษ เป็นราคาที่อ้างอิงกับดีมานด์-ซัพพลาย ในระดับโลก จึงยากต่อการควบคุม สิ่งที่ทางกลุ่ม KTIS ทำได้คือการควบคุมต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาอัตรากำไร หรือมาร์จิ้น ให้ได้ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเราทำได้ดี และจะทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก" นายสมชายกล่าวทิ้งท้าย