ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการสนับสนุนทุนวิจัยของ SACIT คือการมองหาองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หรือทรัพยากรที่มีศักยภาพ และสามารถนำงานวิจัยเข้าไปช่วยต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยยกระดับวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ ให้สามารถสร้างมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชน เพราะเราเชื่อว่าภูมิปัญญาจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถพัฒนาและปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของผู้บริโภคและตลาดในปัจจุบัน
สำหรับงานวิจัย "ฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม นวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้" SACIT เห็นถึงศักยภาพในงานวิจัยและการนำองค์ความรู้เข้ามาต่อยอดภูมิปัญญาและทรัพยากรให้เกิดคุณค่า โดยเฉพาะใยไหมสาง เศษรังไหม และรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิตที่ยังมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ จึงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูและแปรรูปเส้นใย เพื่อยกระดับวัสดุเหลือใช้ให้สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์งานหัตถกรรมและต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ โดยผสานองค์ความรู้จากการวิจัยเข้ากับภูมิปัญญาและทักษะของคนในพื้นที่ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากร ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน
หนึ่งในตัวอย่างของการนำแนวทางดังกล่าวไปสู่การใช้ประโยชน์จริง คือ Socoon แบรนด์สมาชิก SACIT จากชุมชนรังไหมประดิษฐ์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเริ่มต้นจากการมองเห็น "คุณค่าในสิ่งที่เหลือ" จากรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน ใยไหมสาง และวัสดุส่วนเกินจากกระบวนการผลิต ซึ่งในอดีตอาจถูกทิ้งและกลายเป็นขยะ ก่อนนำกลับมาทดลองและพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์งานหัตถกรรมร่วมสมัย ตั้งแต่เส้นใยและผืนผ้า ไปจนถึงผ้าพันคอ กระเป๋า และของตกแต่ง พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของไหมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ด้าน นายกิติศักดิ์ ขจรภัย แบรนด์ Socoon สมาชิก SACIT และเป็นกรรมการกลุ่มชุมชนรังไหมประดิษฐ์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดจากการมองเห็นรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐานและวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิต ซึ่งในอดีตมักถูกทิ้งและกลายเป็นขยะทางการเกษตร จึงเกิดแนวคิดในการนำวัสดุเหล่านี้กลับมาทดลอง ออกแบบ และพัฒนา เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าใหม่ จนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนทั้งภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ภายใต้แบรนด์ Socoon ชื่อที่เกิดจากการผสานคำว่า "So" ซึ่งสื่อถึงความเปี่ยมด้วยคุณค่า ทั้งในด้านวัตถุดิบและความใส่ใจ เข้ากับคำว่า "Cocoon" หรือรังไหม ซึ่งสื่อถึงการปกป้องและการฟูมฟัก
การสนับสนุนทุนวิจัยจาก SACIT มีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคนิคการแปรรูปใยไหมเหลือใช้ โดยเฉพาะใยไหมสางและเศษรังไหม ให้สามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับงานหัตถกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในองค์ความรู้สำคัญที่ได้จากงานวิจัย คือ เทคนิคการแปรรูปใยไหมเหลือใช้ให้เป็น "เส้นไหมพรหม" ด้วยการนำใยไหมที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาผ่านการคัดแยก ทำความสะอาด สางเพื่อฟื้นคืนสภาพเส้นใย และปั่นเป็นเส้นไหมสำหรับนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมอีกครั้ง พร้อมทั้งเกิดองค์ความรู้ด้าน การออกแบบผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้เชิงสร้างสรรค์ และการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากนักวิจัยเข้ากับภูมิปัญญาและทักษะของคนในพื้นที่ ทำให้วัสดุที่เดิมอาจถูกทิ้งจากกระบวนการผลิตสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์และพัฒนาเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มได้
จากองค์ความรู้และเทคนิคดังกล่าว ชุมชนสามารถนำใยไหมสางและเศษรังไหมกลับมาพัฒนาเป็นเส้นใยและวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์งานหัตถกรรมร่วมสมัย ตั้งแต่ผืนผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ไปจนถึงของตกแต่ง ช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน Socoon ยังต่อยอดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของไหมในส่วนอื่น ๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการนำ โปรตีนเซริซิน หรือ "โปรตีนกาวไหม" ซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เคลือบและช่วยยึดเส้นใยไหมให้รวมตัวเป็นรังไหม มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สะท้อนแนวทางการใช้ทรัพยากรจากไหมอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแล้ว Socoon ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ไม่เบียดเบียนตัวไหม (Cruelty-Free) ควบคู่กับการสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การพัฒนางานหัตถกรรมสามารถสร้างประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
"สิ่งที่ SACIT เข้ามาเติมเต็ม ไม่ได้มีเพียงการสนับสนุนทุนวิจัย แต่ยังช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น ทั้งผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การประชาสัมพันธ์ และช่องทางจำหน่ายอย่าง SACIT Shop ทำให้องค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการเชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้งานหัตถกรรมของชุมชนสามารถเติบโตและสร้างประโยชน์แก่คนในพื้นที่ได้ในระยะยาว" นายกิติศักดิ์ กล่าวสรุป
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวทิ้งท้ายว่า SACIT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การต่อยอดด้านการออกแบบและยกระดับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน พร้อมเสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยให้สามารถเติบโตและก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน
ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT https://www.facebook.com/sacitofficial หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official