นายริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ กล่าวว่า หัวใจของธุรกิจค้าส่งคือการเข้าใจว่าผู้ประกอบการ แต่ละประเภทมีความต้องการและใช้โครงสร้างต้นทุนแตกต่างกัน โดยพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อสินค้าในปริมาณมาก ซื้อยกลัง ยกล็อต ให้ได้ราคาคุ้มค่าที่สุด เพื่อนำไปต่อยอดสร้างรายได้ โก โฮลเซลล์ จึงมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาทางเลือกใหม่ๆ ให้ลูกค้าผู้ประกอบการนำไปใช้บริหารต้นทุนให้เกิดความคุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการนำแคมเปญสติ๊กเกอร์ของ 'ท็อปส์' ที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มลูกค้า B2C มาใช้กับลูกค้า B2B
"แคมเปญสติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด เพื่อลูกค้า B2B นี้ เกิดขึ้นจากการซินเนอร์จี้ (Synergy) ระหว่าง โก โฮลเซลล์ กับ ท็อปส์ ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด ที่ตั้งใจผสานศักยภาพและองค์ความรู้ หรือกลไกการตลาดที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มธุรกิจอาหารของเครือเซ็นทรัล รีเทล ไปยังลูกค้าทุกกลุ่ม เช่นเดียวกับผู้ประกอบการหรือ B2B ที่มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าในแบบเฉพาะ เน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แคมเปญนี้ จะทำให้ลูกค้าเลือกสินค้าที่ต้องการลดราคาเองได้ ซึ่งจะเป็นประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่จะสัมผัสได้ ณ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 14 สาขา" นายริคาร์โด้ กล่าว
ด้าน นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด กล่าวว่า แคมเปญ "GO สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด" เป็นการต่อยอดแคมเปญของท็อปส์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มลูกค้า B2C สร้างความแตกต่างจากโปรโมชั่นทั่วไป ด้วยการเปลี่ยนจากแบรนด์เป็นผู้กำหนดส่วนลด มาให้อิสระลูกค้าเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะใช้ส่วนลดกับสินค้าใด นับเป็นกลไกที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์จนเป็นหนึ่งในแคมเปญซิกเนเจอร์ของท็อปส์ เมื่อนำมาขยายผลและปรับใช้กับกลุ่มลูกค้า B2B ของ โก โฮลเซลล์ ก็ยังคงเน้นจุดแข็งของแคมเปญที่เข้าใจง่าย สนุก และสร้างการมีส่วนร่วม ภายใต้กลยุทธ์การมอบอำนาจในการเลือกให้ผู้ประกอบการ หรือ Customer Empowerment ผนวกกับกลไกการออกแบบแคมเปญที่ตอบโจทย์อินไซด์ให้ผู้ประกอบการได้วางแผนและบริหารต้นทุนด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นครั้งแรกของวงการค้าส่ง ที่ให้อิสระกับผู้ประกอบการในการนำสติ๊กเกอร์ส่วนลดไปใช้ แปะ สินค้าที่ต้องการลด ช่วยบริหารส่วนลดเพื่อธุรกิจของตัวเองได้ ในแบบที่ต้องการ ได้ส่วนลดเพิ่มเติมขึ้นแบบตรงจุด ประหยัดต้นทุนได้ในทันที
"ด้วยกลไกที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของแคมเปญ ที่สามารถตอบโจทย์การบริหารต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้จริง เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการได้อย่างดี ทำให้เกิดการซื้อสินค้าต่อครั้งเพิ่มขึ้น เพื่อแลกรับสติ๊กเกอร์และแปะรับสิทธิประโยชน์ในหลายกลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และของใช้ (น้ำมัน, ข้าวสาร, เครื่องปรุงไทย นานาชาติ, อุปกรณ์ทำความสะอาด) และสินค้าอื่นๆ อีกหลายรายการ คาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะทำให้ยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) เพิ่มขึ้น 30% สร้างประสบการณ์แห่งความคุ้มค่าให้กับลูกค้ากลุ่ม B2B และอาจรวมไปถึง กลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวใหญ่ ที่รักชอบการซื้อสินค้าในปริมาณมาก เพราะประหยัดเงินในกระเป๋า ประหยัดต้นทุนได้ทันที สร้างแรงจูงใจในการกลับมาซื้อซ้ำผ่านสาขา เพิ่ม Traffic และทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
สำหรับแคมเปญ 'สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด' ของโก โฮลเซลล์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม - 30 กันยายน 2569 ผ่านสาขาทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ โดยมีกลไกสำคัญของแคมเปญแบ่งออกเป็น
- 3 ลำดับขั้นการใช้จ่ายสู่ความคุ้มค่าจากสติ๊กเกอร์ เพียงซื้อสินค้าในกลุ่มใดก็ได้ (ไม่รวม สินค้าเหล้า บุหรี่ นมผงเด็ก ยา) ซื้อครบ 1,200 บาทต่อใบเสร็จ รับสมุดสติ๊กเกอร์ Set A, ซื้อครบ 3,500 บาทต่อใบเสร็จ รับ Set B และซื้อครบ 12,000 บาทต่อใบเสร็จ รับ Set C โดยสามารถแลกรับสติ๊กเกอร์ ที่จุดแลกของแถมของทุกสาขา จำกัด สมุดสติ๊กเกอร์สูงสุด 3 เล่มต่อวันต่อคน (สติ๊กเกอร์ไม่สามารถใช้กับสินค้าชั่งน้ำหนัก เหล้า เบียร์ และบุหรี่)
- 'แปะอะไรก็ลด' แบบจัดเต็ม ถึง 3 รอบ
- รอบที่ 1: วันที่ 19 สิงหาคม - 1 กันยายน 2569
- รอบที่ 2: วันที่ 2-15 กันยายน 2569
- รอบที่ 3: วันที่ 16-30 กันยายน 2569
- มีสินค้าเข้าร่วมมากมายกว่า 4,500 รายการ รวม 192 แบรนด์ รับส่วนลด 2-20% ทั้งสินค้าทั่วไป, สินค้า Own Brand (A Choice/ ProSave/ SuperSave), สินค้าแบรนด์ดัง และส่วนลดจากแบรนด์พันธมิตร
"ในอนาคต โก โฮลเซลล์ ในฐานะศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่เข้าใจผู้ประกอบการอย่างแท้จริง จะเดินหน้าผสานความแข็งแกร่ง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความสำเร็จของธุรกิจภายในกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการตลาดใหม่ๆ ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง มอบความคุ้มค่าและประสบการณ์ ที่เหนือกว่า ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เติบโตไปพร้อมกันในทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ" นายริคาร์โด้ กล่าวทิ้งท้าย