KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ ย้ายโฟกัสสู่ "โครงสร้างพื้นฐาน" เปิดโอกาสทองภาคการผลิตไทยคว้าเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินการลงทุนด้าน AI ของโลกกำลังก้าวข้ามจาก "ชิป" ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ

Monday 14 September 2026 14:55
KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ ย้ายโฟกัสสู่ "โครงสร้างพื้นฐาน" เปิดโอกาสทองภาคการผลิตไทยคว้าเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่

เมื่อชิปไม่ใช่คอขวดเดียวของ AI อีกต่อไป
บทวิเคราะห์จาก KKP ระบุว่า เมื่อระบบ AI มีขนาดใหญ่ขึ้น กำลังไฟฟ้าต่อแร็ก (Rack Power) ในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้เพิ่มขึ้นจากระดับหลายสิบกิโลวัตต์ สู่ประมาณ 600kW และอาจแตะระดับ 1MW ในอนาคต ข้อจำกัดสำคัญจึงย้ายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผล ทั้งระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูล

KKP มองเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสำคัญ 2 ประการที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนในระยะถัดไป คือเทคโนโลยี 800VDC ที่ช่วยแก้ปัญหาด้านพลังงานโดยการเพิ่มแรงดันไฟฟ้า ลดการใช้ทองแดง และลดความร้อน รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้ระบบเชื่อมต่อด้วยแสง (Optical Connectivity) เพื่อแก้ปัญหาการรับส่งข้อมูลที่สายทองแดงเริ่มมีข้อจำกัดด้านความเร็วและระยะทาง

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจผ่านพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
เมื่อการลงทุน AI ทั่วโลกเร่งตัวขึ้น KKP คาดว่าจะเกิดกระแส FDI ระลอกใหม่เข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Advanced Electronics) ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนผ่านความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม โดยประเมินว่าผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยอย่าง WHA และ AMATA จะมียอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 2,500 ไร่ต่อปี และ 2,000 ไร่ต่อปี ตามลำดับ

ศักยภาพของภาคการผลิตไทย (Downstream Manufacturing)
แม้เทคโนโลยีต้นน้ำอย่างการออกแบบและผลิตชิปจะกระจุกตัวอยู่ในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยกำลังมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ AI โดยเฉพาะในส่วน Downstream Manufacturing หรือการประกอบและแปรรูปเทคโนโลยีขั้นสูง

บริษัทจดทะเบียนและผู้ประกอบการไทยหลายแห่งมีรากฐานและความพร้อมในการรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นนี้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น:

บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA): มีความพร้อมในการรองรับความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) เช่น Power Supply Unit (PSU) และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ที่ต้องเพิ่มขึ้นตามกำลังไฟต่อแร็ก
บมจ. ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA): ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของความต้องการ Analog IC (เช่น ชิปบริหารจัดการพลังงานและชิปควบคุม) รวมถึงกลุ่ม Power Semiconductor ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ 800VDC
บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE): มีความพร้อมรองรับความต้องการแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ระดับ High-end ที่ต้องมีจำนวนชั้น (Layer) มากขึ้น เพื่อรองรับการออกแบบระบบที่ซับซ้อนและประหยัดพลังงานของ AI Server
บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) (SMT): ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานการรับส่งข้อมูลในศูนย์ข้อมูล ไปสู่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อด้วยแสง (Optical Connectivity)
บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (CCET): มีศักยภาพในการรองรับความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage) ทั้ง HDD และ SSD ที่ขยายตัวมหาศาล เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลจากการประมวลผลของ AI

โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นอกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์แล้ว การขยายตัวของ AI ยังส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เช่น ภาวะขาดแคลนหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั่วโลกที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ผลิตของไทยอย่าง บมจ. ถิรไทย (TRT) ตลอดจนความต้องการน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าและของเหลวสำหรับระบบ Liquid Cooling ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจอย่าง บมจ. พี.เอส.พีสเปเชียลตี้ส์ (PSP)

นอกจากนี้ การเติบโตของระบบนิเวศดังกล่าวยังเปิดโอกาสไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในอนาคต (Physical AI) เช่น ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) (MGC) ในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในระยะยาว

นาย ศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า "การลงทุนใน AI ทั่วโลกจะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของซอฟต์แวร์หรือชิป แต่กำลังลามมาสู่สิ่งที่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอย่างโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมปลายน้ำ นี่คือหน้าต่างของโอกาสที่ยังเปิดกว้างสำหรับเศรษฐกิจไทย ถ้าเราสามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่นี้เข้ามาสู่ห่วงโซ่การผลิตขั้นสูงได้เต็มที่ มันจะไม่ใช่แค่การเพิ่มกำไรให้บริษัทจดทะเบียน แต่หมายถึงการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก"

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกในครั้งนี้ จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยสามารถใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและก้าวขึ้นเป็นฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลกได้อย่างแข็งแกร่ง