โลจิสติกส์ไฟฟ้า ต้องพร้อมทั้งรถและระบบชาร์จ: Huawei และ Spark EV เติมเต็มกุญแจสำคัญให้ระบบขนส่งไทย

Huawei FusionCharge เป็นมาตรฐานการชาร์จของเครือข่าย Corridor Hub ของ Spark EV ด้วย Power Unit ระบายความร้อนด้วยของเหลว กำลังสูงสุด 720 kW และขยายเป็นสถานีระดับเมกะวัตต์สูงสุด 1,440 kW ด้วยระบบกักเก็บพลังงาน

Monday 12 October 2026 15:40
โลจิสติกส์ไฟฟ้า ต้องพร้อมทั้งรถและระบบชาร์จ: Huawei และ Spark EV เติมเต็มกุญแจสำคัญให้ระบบขนส่งไทย

การเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์ไฟฟ้าไม่ได้เริ่มและจบเพียงแค่การเปลี่ยนรถบรรทุกจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นรถไฟฟ้า เพราะเบื้องหลังการเดินรถหนึ่งเที่ยว ยังมีองค์ประกอบอีกหลายส่วนที่ต้องทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ตัวรถ สถานีชาร์จ กำลังไฟที่เพียงพอ การวางแผนเส้นทาง ความครอบคลุมของเครือข่าย ไปจนถึงการบริหารเวลาของผู้ประกอบการ หากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งยังไม่พร้อม การนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้ในเชิงพาณิชย์ก็อาจยังไม่ตอบโจทย์การดำเนินงานได้เต็มที่

หัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ ประเทศไทย และ Spark EV จึงเดินหน้าความร่วมมือเพื่อเติมหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศดังกล่าว นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า โดย Huawei FusionCharge จะเป็นมาตรฐานเทคโนโลยีการชาร์จสำหรับโครงการ Corridor Hub ของ Spark EV ขณะที่ Spark EV รับบทพัฒนา ลงทุน และบริหารเครือข่ายสถานีชาร์จตามเส้นทางขนส่งสินค้าของประเทศ พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของเส้นทางขนส่งและผู้ประกอบการจริง

หัวใจของความร่วมมือคือ Huawei FusionCharge ระบบชาร์จเร็วพิเศษแบบแยกส่วน (Split-type) ที่ใช้ Power Unit ส่วนกลางระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid-cooled) กำลังสูงสุด 720 กิโลวัตต์ จ่ายไฟให้ Dispenser หลายตัว และแบ่งกำลังไฟระหว่างหัวชาร์จที่ใช้งานอยู่โดยอัตโนมัติ สถานีจึงยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้มีรถเข้าชาร์จพร้อมกันหลายคัน สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ Boost Dispenser มาพร้อมสายชาร์จยาว 7.5 เมตร ที่เข้าถึงช่องชาร์จของรถบรรทุกและรถหัวลากได้สะดวก และรองรับแรงดันสูงสุด 1,000 โวลต์ สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าแรงดันสูงรุ่นใหม่ ในพื้นที่ที่กำลังไฟจากโครงข่ายมีจำกัด ระบบกักเก็บพลังงานที่เชื่อมต่อกับบัส DC ของสถานีช่วยยกกำลังจ่ายสูงสุดขึ้นสู่ระดับเมกะวัตต์ ได้ถึง 1,440 กิโลวัตต์ โดยไม่ต้องขยายการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า ผลลัพธ์คือเวลาหยุดชาร์จที่สั้นลง จนสามารถแทรกอยู่ในช่วงพักของพนักงานขับรถและช่วงขึ้น-ลงสินค้าที่มีอยู่แล้วในตารางเดินรถ*

ในมุมของผู้ประกอบการ ความเร็วในการชาร์จเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะ "มีเครื่องชาร์จ" ไม่ได้หมายความว่าจะมีเครือข่ายที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเสมอไป ตำแหน่งของสถานี ความต่อเนื่องของเส้นทาง และเวลาที่ต้องใช้ในการชาร์จ ล้วนส่งผลต่อการวางแผนรอบรถและต้นทุนการดำเนินงาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งเชื่อมเทคโนโลยีชาร์จกำลังสูงเข้ากับการขยายเครือข่ายบนเส้นทางขนส่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ประกอบการที่ใช้รถบรรทุกไฟฟ้าอยู่แล้ว และผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยน Fleet มาเป็น EV

"การเปลี่ยน Fleet เป็น EV จะเกิดได้จริงเมื่อรถ โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเส้นทางทำงานไปด้วยกัน เทคโนโลยีชาร์จกำลังสูงจึงมีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านเวลา และทำให้รถบรรทุกไฟฟ้าตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น" นายแจ็ค เจิ้ง กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัล (Digital Power) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ความร่วมมือนี้ได้รับการประกาศภายในงาน Huawei x Spark Green Logistics Thailand Summit 2026 - Powering Thailand's Freight Corridors เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ The Signature Grand Ballroom โรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit โดยหัวเว่ย ดิจิทัล พาวเวอร์ ประเทศไทย และ Cornerstone บริษัทแม่ของ Spark EV ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อการพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าในระยะต่อไป ภายในงานยังรวบรวมผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ผลิตรถบรรทุก พันธมิตรด้านพลังงาน และผู้นำในอุตสาหกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมเชิงพาณิชย์ของการขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้า

"ผู้ประกอบการไม่ได้มองแค่ตัวรถ แต่ต้องรู้ว่าจะชาร์จที่ไหน ใช้เวลานานเท่าไร และเส้นทางรองรับหรือไม่ การขยายเครือข่ายที่สอดคล้องกับการเดินรถจริงจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่รถบรรทุกไฟฟ้าเกิดขึ้นได้ในวงกว้างขึ้น" นายวินเซนต์ ยิป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cornerstone และ Spark EV กล่าว

การเปลี่ยนผ่านสู่ Green Logistics จึงไม่ใช่โจทย์ของผู้ผลิตรถเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการพัฒนาระบบนิเวศที่ทุกส่วนต้องเติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่รถ เทคโนโลยีชาร์จ เครือข่ายเส้นทาง ไปจนถึงการบริหาร Fleet สำหรับ Huawei และ Spark EV การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จคืออีกหนึ่งชิ้นส่วนที่จะช่วยลดข้อจำกัดในการใช้งานจริง และเพิ่มความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยก้าวสู่การขนส่งพลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

*ประสิทธิภาพการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับกำลังไฟของรถแต่ละรุ่น สถานะของแบตเตอรี่ และสภาพการใช้งาน