ไทยเร่งระดมเงินต่างประเทศเสริมความพร้อมขับเคลื่อน พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

รัฐมนตรีสุชาติสั่งกรมลดโลกร้อนร่วมงาน IMF-World Bank ปิดดีลรับเงินธนาคารโลกกว่า 80 ล้านบาท

Monday 19 October 2026 14:14
ไทยเร่งระดมเงินต่างประเทศเสริมความพร้อมขับเคลื่อน พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ "กรมลดโลกร้อน" เร่งระดมเงินทุนต่างประเทศในลักษณะเงินให้เปล่า (Grant) มาใช้สนับสนุนการพัฒนากลไกราคาคาร์บอน เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง รองรับการขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่วางแผนบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทยในระยะยาว

นายสุชาติ กล่าวว่า ธนาคารโลก (World Bank) เป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการระดมเงินทุนจากทั่วโลก ทั้งทรัพยากรการเงิน บุคลากร และองค์ความรู้ การปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าจะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในการขับเคลื่อนบังคับใช้กฎหมายลดโลกร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ถือเป็นความสำคัญอันดับแรกที่ไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย NDC3.0 รวมทั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) โดยการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมตามแนวทาง Just Transition ที่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแรงงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ชุมชน และกลุ่มประชากรเปราะบาง การได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลกยืนยันได้ว่าการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของโลก

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการเจรจาทวิภาคีกับ Mr. Jamie Fergusson ผู้อำนวยการด้านภูมิอากาศของธนาคารโลก (Director for Climate, World Bank) และ Ms. Julia M. Fraser ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (Regional Practice Director for Planet, East Asia and Pacific) เพื่อสรุปและปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าประมาณ 81.6 ล้านบาท (2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับ 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการ Partnership for Market Implementation (PMI) วงเงินสนับสนุนประมาณ 68 ล้านบาท (2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มุ่งศึกษาการพัฒนาเครื่องมือกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instruments) ออกแบบเครื่องมือเชิงนโยบายและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำกลไกดังกล่าวมาใช้ภายใต้กรอบกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต 2. โครงการ Thailand's Long-Term Climate Strategies (LTS) วงเงินสนับสนุนประมาณ 13.6 ล้านบาท (0.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มุ่งสนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้แบบจำลองทางเศรษฐกิจ เพื่อประกอบการวิเคราะห์แนวทางการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ควบคู่กับการวางแผนการลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว และช่วยให้ประเทศไทยมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการจัดลำดับความสำคัญของมาตรการและการลงทุนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน.ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จจากการทำงานและเจรจาอย่างต่อเนื่องทำให้ไทยได้รับงบประมาณกว่า 80 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารโลกเห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของไทยที่จะสร้างกลไกด้านกฎหมายให้เกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ได้รับเงินทุนมาดำเนินการ ตลอดจนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการพัฒนาระบบ Climate Finance ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม

รมว.สุชาติ ย้ำว่า การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม จำเป็นต้องอาศัยกลไกทางการเงินที่สามารถสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะและอาชีพใหม่ของแรงงาน ตลอดจนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่เพียงช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป

ไทยเร่งระดมเงินต่างประเทศเสริมความพร้อมขับเคลื่อน พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050