นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การดูแลคุณภาพน้ำประปาต้องควบคุมตั้งแต่แหล่งน้ำดิบ กระบวนการผลิต การจ่ายน้ำ จนถึงบ้านผู้ใช้น้ำ เพราะน้ำที่ใสไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป การควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบจึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเกณฑ์ใหม่เข้มงวดขึ้นใน 2 พารามิเตอร์สำคัญ ได้แก่ 1) การปรับค่าความขุ่นจากไม่เกิน 5 NTU เหลือไม่เกิน 4 NTU เพื่อช่วยให้การฆ่าเชื้อโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 2) ปรับค่าแมงกานีส จากไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร เหลือไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อลดปัญหาน้ำมีสีคล้ำหรือตะกอนสะสมในถังและท่อ รวมถึงให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพของประชาชน สอดคล้องกับ WHO ที่ได้กำหนดค่าแนวทางชั่วคราวสำหรับแมงกานีสในน้ำดื่มไว้ที่ 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบทางระบบประสาทในกลุ่มที่ไวต่อความเสี่ยง เช่น ทารกที่จำเป็นต้องได้รับนมผสม
นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การปรับมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้นจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เมื่อผู้ผลิตน้ำสามารถควบคุมและตรวจสอบคุณภาพน้ำได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบประปาหมู่บ้าน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและคณะกรรมการประปาหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญในการดูแลตั้งแต่การตรวจสอบน้ำดิบ การกรอง การฆ่าเชื้อ และการตรวจคุณภาพน้ำก่อนส่งถึงประชาชน กรมอนามัยจึงสนับสนุนความรู้และแนวทางวิชาการ เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและรักษาคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์ โดยใช้ผลตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการควบคู่กับการตรวจสอบภาคสนาม และการบำรุงรักษาระบบตามหลักวิชาการ
คุณภิญญาพัชญ์ จุลสุข ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กล่าวว่า กรมอนามัย โดยสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ จึงดำเนินการร่วมกับศูนย์อนามัยที่ 1-12 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย เร่งพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านตามแนวทาง 3C ได้แก่ Clear ดูแลระบบให้สะอาดและถูกหลักวิชาการ Clean ผลิตน้ำให้ได้คุณภาพตามเกณฑ์ และ Chlorine ตรวจสอบคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคและทำให้น้ำประปาปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากพบความขุ่นสูง ควรปรับปรุงระบบตกตะกอนและกรองน้ำ หากพบแมงกานีสสูงหรือน้ำมีสีดำ ควรตรวจวิเคราะห์และเลือกวิธีบำบัดที่เหมาะสม พร้อมดูแลระบบฆ่าเชื้อและทำความสะอาดถังเก็บน้ำและท่อจ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ
"ทั้งนี้ กรมอนามัยขอความร่วมมือหน่วยงานท้องถิ่น คณะกรรมการประปาหมู่บ้าน และผู้ดูแลระบบทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2569 โดยตรวจคุณภาพน้ำทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม พร้อมบันทึกผลและตรวจยืนยันหลังปรับปรุงทุกครั้ง สำหรับประชาชน หากพบว่าน้ำประปามีสี กลิ่น หรือตะกอนผิดปกติ ควรแจ้งหน่วยงานผู้ผลิตน้ำในพื้นที่ให้ตรวจสอบ และหลีกเลี่ยงการนำมาใช้ดื่มโดยตรงจนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัย เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพน้ำประปาให้สะอาด ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน" ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กล่าว