การประชุมเปิดโดยประธานร่วม ดร.ศิริกุล หุตะเสวี หัวหน้าฝ่ายภูมิสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (Head of Strategic Spatial Information Division) จาก GISTDA และ Tomomi Nio, Senior Chief Officer of Earth Observation Mission จาก JAXA โดยช่วงเปิดการประชุมประกอบด้วยการกล่าวต้อนรับ การทบทวนการประชุม SAWG ครั้งที่ผ่านมา และการรับรองวาระ เพื่อเชื่อมการดำเนินงานของเครือข่ายเข้ากับประเด็นที่จะหารือในครั้งนี้
หัวใจของ SAWG คือการสร้างความร่วมมือเพื่อนำเทคโนโลยีอวกาศไปตอบโจทย์ของผู้ใช้งานบนพื้นโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล วิธีการ และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานอวกาศ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้อง การหารือในลักษณะนี้ช่วยเชื่อมความสามารถของระบบดาวเทียมเข้ากับความต้องการของหน่วยงานและสังคม ตั้งแต่การมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ไปจนถึงการพัฒนาวิธีใช้ข้อมูลและบุคลากรที่สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้จริง
ช่วงแรกของการประชุมเป็น GNSS Session โดยมี Nobuaki Kamei จาก JAXA เป็นประธาน ครอบคลุมเทคโนโลยี Global Navigation Satellite Systems หรือ GNSS ซึ่งให้บริการระบุตำแหน่ง นำทาง และเวลา หรือ Positioning, Navigation and Timing (PNT) ที่รองรับกิจกรรมหลากหลายบนพื้นโลก ประเด็นสำคัญตามกำหนดการคือ "Proposal for a New SAWG Initiative on PNT Resilience" โดย Yuichi Saida จาก JAXA ซึ่งเปิดประเด็นข้อเสนอความร่วมมือเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความขัดข้องของบริการตำแหน่ง นำทาง และเวลา ตามด้วย "Impact of Ground-Based GNSS Interference on Spaceborne GNSS Receivers" โดย Moeko Hidaka จาก JAXA ว่าด้วยผลกระทบของสัญญาณรบกวนจากภาคพื้นดินต่อเครื่องรับ GNSS บนดาวเทียม ทำให้การหารือเรื่องความน่าเชื่อถือของระบบครอบคลุมทั้งผู้ใช้บนพื้นโลกและอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในอวกาศ
ความสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของบริการที่พึ่งพาข้อมูลตำแหน่งและเวลา เมื่อสัญญาณ GNSS ถูกรบกวนหรือใช้งานไม่ได้ ระบบที่เกี่ยวข้องอาจได้รับผลกระทบ การพัฒนาความสามารถในการรับมือและรักษาการให้บริการจึงเป็นโจทย์ที่เชื่อมเทคโนโลยีดาวเทียมเข้ากับการดำเนินงานและความปลอดภัยของกิจกรรมบนพื้นโลก
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้าน GNSS ยังปรากฏในหัวข้อ "Multi-GNSS Asia Annual Conference 2027 and Geo-Connect Asia in Singapore" โดย Dr. Akihiko Nishino จาก SSIL ประเทศญี่ปุ่น และ Jimmy Hua Seng Tan จาก Singapore Land Authority ซึ่งเข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมการนำเสนอ "TIGORS-II Project" โดย Shusaku Nakamura จาก Pacific Consultants ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนบทบาทของ SAWG ในการแลกเปลี่ยนแผนงานและความก้าวหน้าของโครงการระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนในภูมิภาค ซึ่ง GISTDA เองก็มีบทบาทอย่างมากในการผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติ
GNSS Session ยังเปิดให้เห็นการใช้สัญญาณดาวเทียมเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม ผ่านหัวข้อ "GNSS-IR Reflector Height in Rice Paddies: Low-Cost vs Survey-Grade Receivers" โดย Keito Yoshida จาก JAXA ซึ่งเปรียบเทียบเครื่องรับต้นทุนต่ำกับเครื่องรับระดับงานสำรวจจากการทดลองภาคสนามในทะเลสาบและนาข้าวใกล้ Tokyo และหัวข้อ "GNSS-SAR Integration for Understanding Ground Conditions" โดย Dr. Daiki Kobayashi จาก NTT ว่าด้วยการผสาน GNSS กับ Synthetic Aperture Radar หรือ SAR เพื่อทำความเข้าใจสภาพพื้นดิน หัวข้อเหล่านี้สะท้อนแนวทางนำเทคโนโลยีหลายประเภทมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อพื้นที่และสภาพแวดล้อม
สาระสำคัญของการพูดคุยในหัวข้อ GNSS นั้นมีแนวทางตรงกันไปที่การพัฒนา GNSS ให้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และป้องกันการรบกวนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งนับว่าเป็นเทรนด์ที่สำคัญของโลก รวมถึงการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานอย่าง JICA
จากนั้นเป็น SAFE หรือ Space Applications for Environment Session I โดยมี Dr. Bimal Kumar Bhattacharya จากองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) และ Dr. Shinichi Sobue จาก JAXA เป็นประธานร่วม SAFE เป็นกรอบความร่วมมือที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภาคพื้นดินเพื่อศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล เครื่องมือ และองค์ความรู้ระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาแนวทางประยุกต์ใช้ที่ตอบโจทย์ของภูมิภาค
ประเด็นสำคัญของ SAFE Session I คือความเชื่อมโยงระหว่างการปลูกข้าว การจัดการน้ำ และการปล่อยมีเทน เริ่มจาก "Overview & Status of CH4Rice Project" โดย Dr. Lam Dao Nguyen จาก Vietnam National Space Center (VNSC) ซึ่งมีกำหนดนำเสนอภาพรวมและความก้าวหน้าของโครงการ CH4Rice ต่อด้วย "Integrating Remote Sensing and Portable Methane Sensors for Climate-Smart Rice Monitoring in Japan" โดย Prof. Wataru Takeuchi จากมหาวิทยาลัย Tokyo ที่เชื่อมการสำรวจระยะไกลกับเครื่องตรวจวัดมีเทนแบบพกพา เพื่อการติดตามนาข้าวโดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อีกหัวข้อที่เชื่อมข้อมูลดาวเทียมเข้ากับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม คือ "ISRO's Updates on CH4Rice & NISAR S-band Data for SAFE Projects" โดย Dr. Bimal Kumar Bhattacharya จาก ISRO ครอบคลุมความก้าวหน้าด้าน CH4Rice และข้อมูล NISAR ย่าน S-band สำหรับโครงการ SAFE เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งสามหัวข้อสะท้อนองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนางานประยุกต์ ตั้งแต่การประสานโครงการระดับภูมิภาค การตรวจวัดในพื้นที่จริง ไปจนถึงการนำข้อมูลจากระบบดาวเทียมมาใช้ร่วมกัน
CH4Rice มุ่งพัฒนาวิธีติดตามสภาพน้ำในนาข้าวและประเมินการปล่อยมีเทนโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับข้อมูลการตรวจวัดในพื้นที่ ความสำคัญของแนวทางนี้คือการเชื่อมการสังเกตพื้นที่ในวงกว้างเข้ากับข้อมูลภาคสนาม เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการน้ำกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาวิธีติดตามและประเมินผลที่มีหลักฐานรองรับ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีภาคเกษตรและการปลูกข้าวเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจและวิถีชีวิต ประเด็นเหล่านี้เปิดโอกาสให้หน่วยงานและนักวิจัยไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางใช้ข้อมูลดาวเทียมกับพันธมิตรในภูมิภาค ทั้งการติดตามพื้นที่เกษตร การศึกษาสภาพน้ำ และการพัฒนาวิธีประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน การหารือด้าน GNSS ยังเชื่อมกับการพัฒนางานสำรวจและบริการที่ต้องอาศัยข้อมูลตำแหน่งและเวลาที่น่าเชื่อถือ
กรรณิการ์ คุ้มวงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริหารกลยุทธ์และภูมิศาสตร์สารสนเทศ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โปรดิ๊วส จำกัด ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมในการติดตามพื้นที่เกษตร หนึ่งในผู้เข้าร่วมฟังหัวข้อ SWAG เปิดเผยว่า การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้ทำให้เห็นว่าข้อมูลดาวเทียมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างกว่าที่เคยทราบ ทั้งการเลือกใช้ข้อมูลในช่วงคลื่นหรือ Band ต่าง ๆ และการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Optical ร่วมกับ Synthetic Aperture Radar หรือ SAR จากผู้ให้บริการหลายราย โดยเฉพาะการศึกษาการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่เชื่อมข้อมูลดาวเทียมเข้ากับโจทย์ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม
กรรณิการ์ยังให้ความสนใจกับข้อมูลจากดาวเทียมตระกูล ALOS ของ JAXA และโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาต่อยอดการทำงาน พร้อมระบุว่า เวทีนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีและแนวทางประยุกต์ใช้ใหม่ ๆ แล้ว ยังเป็นโอกาสในการพูดคุยกับผู้ใช้ข้อมูลดาวเทียมรายอื่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับการใช้งานของภาคเอกชน
นอกเหนือจาก SAWG การประชุม APRSAF-32 ยังมี Working Groups สำคัญด้าน Space Frontier, Space Education for All, Space Policy and Law, Space Sustainability และ Space Talent Co-creation ที่มี JICA สนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและใช้ประโยชน์อวกาศ การศึกษา กฎหมาย ความยั่งยืน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการหารือเหล่านี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงาน และโจทย์ของไทยเข้ากับเครือข่ายอวกาศระดับนานาชาติ พร้อมต่อยอดความร่วมมือให้เทคโนโลยีอวกาศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง