ดร.หลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง (LK-RICH) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง หรือ LK-RICH ตั้งอยู่ในต.สำนักทอง อำเภอเมืองระยอง จ.ระยอง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการขนส่งที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีโรงงาน 19 แห่ง บนพื้นที่ 1,719 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท
จุดเด่นของนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง คือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว ทั้งการจัดตั้งโรงงาน การเพิ่มกำลังการผลิต และการพัฒนาโครงการอุตสาหกรรม โดยสามารถวางแผนจัดสรรและพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง อีกทั้ง นิคมฯ ยังตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการขนส่งไปยังสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด ช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการ อีกทั้งยังอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากภาครัฐ
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใน LK-RICH เป็นกลุ่มการผลิตแปรรูปยางล้อรถยนต์ ที่นอนยางพารา คาร์บอนแบล็ค กลุ่มแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งเป็นพื้นฐานอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) รวมถึงมุ่งเน้นพัฒนาต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรม Supply chain ของกลุ่ม EV Car และต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ S-Curve และกลุ่ม Data Center
โมเดลธุรกิจตั้งแต่ขายที่ดินถึงบริการสาธารณูปโภค ธุรกิจของ TBC แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายที่ดินให้ผู้ประกอบการที่ต้องการตั้งโรงงาน 2.ธุรกิจสาธารณูปโภคซึ่งครอบคลุมการให้บริการน้ำดิบ น้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย การบริหารพื้นที่ส่วนกลางและระบบไฟฟ้า
ขยายเฟส 3 ปักหมุด AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ รับซัพพลายเชนระดับโลก
นายกรกฎ กิตติพล กรรมการบริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด กล่าวว่า ก้าวต่อไปของหลักชัยเมืองยางคือการขยายพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาว โดย LK-RICH ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 มีพื้นที่รวม 4,335 ไร่ ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่ขายเหลือพื้นที่ขายในระยะ 1 และระยะ 2 อีกประมาณ 780 ไร่ ขณะที่บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการระยะที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่เบื้องต้น 1,700 ไร่ และคาดว่าจะมีพื้นที่ขายประมาณ 1,275 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมที่ดินและดำเนินการจัดตั้งโครงการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 และคาดว่าจะเริ่มโอนที่ดินให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป
นอกจากนี้บริษัทมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาที่ดินที่มีศักยภาพ รวบรวมที่ดิน และดำเนินการขอจัดตั้งที่ดินนิคม ได้แก่ นิคม LK-RICH 2 มีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ คาดว่าจะมีพื้นที่ขายประมาณ 1,200 ไร่ รวมพื้นที่ทั้ง นิคม LK-RICH ระยะที่ 3 และ นิคม LK-RICH 2 ประมาณ 3,300 ไร่ คิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมด 7,635 ไร่
ลูกค้าจีนครองสัดส่วน 73.68% มุ่งรองรับ EV-อิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ TBC ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วย ลูกค้าจีนมีสัดส่วน 73.68% รองลงมาเป็นลูกค้าในประเทศ 15.79% ส่วนลูกค้าจากอินเดียและญี่ปุ่นมีสัดส่วนประเทศละ 5.26% ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทมุ่งพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุนในแบตเตอรี่และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางมีสัดส่วนมากที่สุด 26.32% รองลงมา ได้แก่ การผลิตล้อยานยนต์พิเศษ เคมีภัณฑ์และวัสดุอุตสาหกรรม และโลหะและเครื่องจักรอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากันที่ 15.79% ส่วนอีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน อุปกรณ์ไฟฟ้าและพลังงาน สินค้าอุปโภคและเครื่องสำอาง และเส้นใยประดิษฐ์ มีสัดส่วนเท่ากันที่ 5.26% ต่อกลุ่ม
รายได้ครึ่งปี 69 แตะ 1,609 ล้านบาท หลังโอนที่ดินแปลงใหญ่
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทมีรายได้รวม 1,609.78 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,542.30 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 109.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,433.20 ล้านบาท หรือ 1,313.53% โดยมีสาเหตุจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก 23.98 ไร่ เป็น 326.27 ไร่หรือเพิ่มขึ้นราว 302 ไร่ คิดเป็น 1,260.61% ในจำนวนนี้มีการโอนที่ดินแปลงใหญ่ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สำหรับเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตที่ 700 %
Backlog ที่ดินรอโอน 657 ไร่ มูลค่า 3,613 ล้านบาท
ทั้งนี้ LK-RICH มีที่ดินที่ขายแล้วแต่ยังรอโอนกรรมสิทธิ์อีก 657 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 3,613.69 ล้านบาท สะท้อนจากสถานะการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซึ่งมีพื้นที่สำหรับขายรวม 3,156 ไร่ โดยจำหน่ายไปแล้ว 2,376 ไร่ ในจำนวนนี้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้ว 1,719 ไร่ และยังอยู่ระหว่างรอโอนอีก 657 ไร่ ตามข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ตลาดนิคมตะวันออกได้แรงหนุนจากการย้ายฐานลงทุน
นายกรกฎ กล่าวต่อว่า ตลาดนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่พื้นที่ทำเลศักยภาพมีจำกัดและราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการผลิตมากขึ้น ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่นมายังอาเซียนและไทย เพื่อรับมือความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่ต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล พลังงานสะอาด และวัสดุสำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะและยานยนต์รุ่นใหม่
สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่า ปี 2568 ไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 3,370 โครงการ มูลค่ารวม 1.87 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่แนวโน้มตลาดนิคมอุตสาหกรรมช่วงปี 2569-2571 คาดว่ายอดขายและการให้เช่าพื้นที่จะเติบโตเฉลี่ย 3-4% ต่อปี หรือประมาณ 7,000-7,300 ไร่ต่อปี
เร่งลงทุนระบบน้ำ-ไฟฟ้า เตรียมรองรับโรงงานและอุตสาหกรรมใหม่
อีกทั้งการขยายพื้นที่ของนิคมหลักชัยเมืองยางมุ่งรองรับฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนานิคมฯ ตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณูปโภค นิคมฯ มีระบบน้ำดิบและน้ำประปาที่มีกำลังการผลิตอย่างละ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระบบบำบัดน้ำเสีย 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบบไฟฟ้าพร้อมสำรองกำลังไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 100 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
สำหรับแผนลงทุนปี 2570 บริษัทเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปาอีก 7,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้น 80 ล้านบาท และเพิ่มกำลังบำบัดน้ำเสียอีก 13,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ด้วยเงินลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท พร้อมมีแผนพัฒนาโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำเพิ่มอีก 7-8 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย