หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ (Bachelor of Technology Program in Medical and Science Media) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างคนทำงานสื่อสารด้านสุขภาพรุ่นใหม่ที่มีดีเอ็นเอของนักวิทยาศาสตร์ แต่มีหัวใจของศิลปิน พวกเขาทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" ที่มีความสามารถในการแปลงสารทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นสื่อที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายหลักคือ "ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถเข้าใจกัน" โดยเปลี่ยนศัพท์เทคนิคยากๆ ให้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
ดร.ระลึก อินเสมียน ประธานหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้ มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on) ผ่านโครงงานที่แก้ปัญหาจริงในสถานประกอบการ ผ่าน "การผสมผสานระหว่างศาสตร์แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary)" 3 ด้านหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้านคือ 1) รากฐานการแพทย์ (Medical Foundation) นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานการแพทย์ที่เข้มข้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญเช่นเดียวกับที่นักศึกษาแพทย์ต้องเรียนในชั้นปีต้นๆ ครอบคลุมตั้งแต่ กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy), พยาธิวิทยา (Pathology), สรีรวิทยา (Physiology) ไปจนถึงความรู้เฉพาะทาง เช่น นิติวิทยาศาสตร์ 2) ศิลปะและการออกแบบ (Art & Design) ปูพื้นฐานทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์สื่อ เช่น การวาดภาพ การถ่ายภาพ และการออกแบบกราฟิก โดยมุ่งเน้นการออกแบบเพื่อเป้าหมายทางการสื่อสารที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม และ 3) เทคโนโลยีสื่อ (Media Technology) คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือสมัยใหม่ในการผลิตสื่อ เช่น แอนิเมชัน 3 มิติ, VR/AR, หรือสื่อดิจิทัลต่างๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ มจธ.
น้องปันปัน รมิดา ประสิทธิลักษณะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กล่าวถึงการเรียนในหลักสูตรนี้ว่า "พวกเราชอบนิยามตัวเองว่าเป็น "เด็กวิทย์หัวใจศิลป์" เพราะเราชอบวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา แต่ก็หลงใหลในศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ด้วย หลักสูตรนี้จึงตอบโจทย์พวกเราที่สุด ได้เรียนรู้ทั้งวิชาที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การปั้นโมเดลอวัยวะที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เนื้อหาทางการแพทย์ที่เข้มข้นระดับเดียวกับนักศึกษาแพทย์ ซึ่งหลักสูตรยังมอบประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น เช่น การไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเรียนรู้สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ หรือการเรียนถ่ายภาพทางการแพทย์ ซึ่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากการถ่ายภาพทั่วไป ตั้งแต่การจัดวางมุมกล้องที่ต้องเป็นมาตรฐาน ไปจนถึงการถ่ายทอดรายละเอียดของรอยโรคอย่างชัดเจน เราต้องรู้ว่าจะถ่ายภาพอย่างไรให้เห็นขอบนูนของแผล เพื่อให้ทีมแพทย์ใช้วินิจฉัยและใช้เป็นกรณีศึกษาได้อย่างแม่นยำ"
ปัจจุบันโอกาสในการทำงานของนักศึกษาที่จบจากสาขามีเดียทางการแพทย์ฯ นี้ เปิดกว้างและชัดเจนขึ้นมาก จากเดิมที่ถูกมองว่าเติมช่องว่างในโรงพยาบาล แต่ทุกวันนี้ตลาดขยายไปทั้งโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน โรงเรียนแพทย์ คลินิก บริษัทยา และเครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจ Wellness/Health Tech ที่ต้องการคนสื่อสารเรื่องสุขภาพให้เข้าใจง่ายและถูกต้อง ตำแหน่งงานต่อยอดได้ตั้งแต่นักเวชนิทัศน์ ช่างภาพ นักโสตทางการแพทย์ ไปจนถึงสายครีเอทีฟสุขภาพ เช่น นักผลิตสื่อประชาสัมพันธ์, Content Creator นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ คนทำกราฟิกและภาพประกอบ คนทำหุ่นจำลอง และแอนิเมชัน
"สิ่งที่เราเห็นชัดคือ ความต้องการบุคลากรสายนี้เติบโตเร็วมาก แต่คนที่มีทักษะแบบนี้ยังออกสู่ตลาดน้อยเกินไป ทั้งประเทศไทยมีไม่กี่สถาบันที่มีหลักสูตรแบบนี้ สร้างบุคลากรรวมกันได้ปีละแค่ร้อยกว่าคน เมื่อเทียบกับจำนวนโรงพยาบาลและคลินิกที่มีอยู่และเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากในปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นแค่อาชีพเฉพาะทาง แต่เป็นอาชีพที่กำลัง 'ขาดแคลนในระดับโครงสร้าง' และนี่เป็นโอกาสด้านการทำงานที่ชัดเจนมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้าสู่สายสุขภาพในบทบาทที่แตกต่างออกไปในยุคนี้" ดร.ระลึก เล่าถึงโอกาสที่เปิดกว้างมากสำหรับคนที่เรียนหลักสูตรนี้
สำหรับ มจธ.การลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนและคุณภาพของ "นักสื่อสารสุขภาพ" ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาระดับนโยบาย เพราะเมื่อคนไทยเข้าใจเรื่องของสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น จะป้องกันโรคได้มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษาในระยะยาว และช่วยให้ประเทศพร้อมเดินหน้าสู่ ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Health and Wellness Hub) อย่างยั่งยืน