นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับศัตรูข้าวที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงนี้ มี 4 ชนิด ได้แก่ เพลี้ยไฟข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนกอข้าว และด้วงดำ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อข้าวได้ตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงระยะออกรวง
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรป้องกันและลดความเสี่ยงการระบาด โดยยึดหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการหว่านข้าวแห้ง โดยควรใช้วิธีปักดำเพื่อลดความเสียหายจากด้วงดำ หากมีน้ำเพียงพอให้ปล่อยน้ำท่วมนาสูงประมาณ 8 เซนติเมตร นาน 5 วัน หรือใช้หลอดไฟแบล็กไลท์ล่อด้วงดำตัวเต็มวัยมาทำลาย
- เลือกใช้พันธุ์ข้าวต้านทานศัตรูพืช เช่น กข107 (พิษณุโลก 72) ข้าวเหนียวหอมนาคา และ กข31 (ปทุมธานี 80) พร้อมหลีกเลี่ยงการปลูกพันธุ์เดิมซ้ำเกิน 4 ฤดูปลูก
- จัดการดินและปลูกพืชหมุนเวียน โดยไถกลบและตากดินหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดแหล่งสะสมของหนอนและดักแด้ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป และปลูกพืชตระกูลถั่วหลังนาเพื่อตัดวงจรชีวิตศัตรูข้าว
- หมั่นสำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตอาการผิดปกติและตรวจสอบการเข้าทำลายของศัตรูข้าว โดย
- เพลี้ยไฟข้าว ทำให้ปลายใบเหี่ยว ขอบใบม้วนเข้าหากลางใบ
- เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ใบเหลืองแห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และแห้งตายเป็นหย่อม
- หนอนกอข้าว ทำให้ยอดเหี่ยว เกิดอาการข้าวหัวหงอก และเมล็ดลีบขาว
- ด้วงดำ ทำให้ต้นข้าวเหลือง เหี่ยว และแห้งตาย
นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบการระบาดในระดับไม่รุนแรง หรือมีการเข้าทำลายน้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ สามารถใช้วิธีเขตกรรมและชีวภัณฑ์ในการควบคุม เช่น การใช้กับดักแสงไฟ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือการใช้เชื้อราบิวเวอเรียและเมตาไรเซียม อัตรา 250 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
อย่างไรก็ตาม หากพบการระบาดในระดับรุนแรง ควรใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด โดยสามารถใช้สารไทอะโคลพริดในการกำจัดเพลี้ยไฟข้าว และใช้สารโพรมิโทซินหรือซัลฟอกซาฟลอร์ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของเกษตรกร