นพ.อุฬาร วงศ์แกล้ว แพทย์ประจำศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภาวะที่เกิดจากการสะสมของคราบไขมันภายในผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าจะมีเพียงอาการเจ็บแน่นหน้าอกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มาตรฐานสากลด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด (AHA/ACC) ระบุว่า อาการเตือนอาจส่งผ่านไปยังบริเวณไหล่ แขน คอ กราม หรือหลัง รวมถึงมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่มร่วมด้วย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สังเกตสัญญาณเตือน อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
ทั้งนี้ การตรวจหาความผิดปกติไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว และไม่จำเป็นต้องตรวจทุกรายการ อ้างอิงตามแนวทางสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC Guidelines 2024) แพทย์จะประเมินจากปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ประวัติครอบครัว พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และอายุ เพื่อเลือกแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่ตรงจุด ได้แก่
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG / ECG): ประเมินการทำงานทางไฟฟ้าและจังหวะการเต้นของหัวใจเบื้องต้น
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram): ตรวจเช็กโครงสร้าง การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และการทำงานของลิ้นหัวใจ
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test): ประเมินการทำงานและการตอบสนองของหัวใจขณะร่างกายออกแรง
- การตรวจภาพหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CCTA): ตรวจประเมินคราบพลัคและการตีบของหลอดเลือดหัวใจโดยตรงแบบไม่ต้องใส่สายสวน
- การตรวจฉีดสารทึบรังสีดูหลอดเลือดหัวใจ (CAG): การใส่สายสวนเพื่อตรวจหลอดเลือดอย่างละเอียดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีอาการรุนแร
นพ.อุฬาร เน้นย้ำว่า หากมีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก หรือหน้ามืด ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาทันที
ปัจจุบัน ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ มีความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีม Heart Rescue Team ที่ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล และบุคลากรวิกฤต พร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือทางการแพทย์ ห้องปฏิบัติการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab) และห้องฉุกเฉิน (ER) ที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้การช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยสูงสุด
สนใจสอบถามเพิ่มเติม ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลไทยนครินทร์ โทรศัพท์: 02-340-7777